the letter

จ๊อก ฮอกไกโด

โคนิชิวะหนึ่งซัง

ขออนุญาตทักทายทางจดหมายด้วยภาษาญี่ปุ่นแบบงูๆ ปลาๆ ครับพี่ นี่เป็นวันที่ 6 แล้วที่ผมและครอบครัวได้เดินทางมาญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในชีวิตของพวกเรา

ช่วงหกวันที่ผ่านมามีอยู่หลายห้วงเวลาที่ผมคิดอยากเขียนจดหมายถึงพี่ เพียงแต่กิจกรรมในแต่ละวันกินเวลาทีละเล็กละน้อยเป็นช่วงๆ ผมจึงไม่มีโอกาสได้เขียนสักที

ล่วงเข้าวันที่ 6 ซึ่งเป็นกำหนดการอาบน้ำครั้งที่ 2 ในรอบทริป ผมซึ่งมีรอยสักเล็กๆ อยู่บนต้นคอไม่สามารถเข้าออนเซ็นกับลูกชายได้ เจ้าลูกชายตัวดีดันผมไปหน้าเคาท์เตอร์แล้วถลกคอเสื้อด้านหลังโชว์ให้พนักงานรีเซ็ปชั่นพิจารณาก่อนเธอจะส่ายหน้า

พี่หนึ่งอย่าตกใจไป ตั้งแต่มาถึงฮอกไกโดพวกเรายังไม่ได้นอนหรือพักที่โรงแรมเลยสักคืน หลินซึ่งเป็นผู้วางแผนและจัดการทริปทั้งหมดออกแบบให้พวกเรานอนเต็นท์ไปอีกจนกระทั่งวันท้ายๆ จึงจะได้นอนบ้านตึก เวลานอนเต็นท์ที่นี่แคมป์ไซส์หลายที่ไม่ได้มีห้องอาบน้ำให้ (ถ้าเป็นที่กางเต็นท์เอกชนก็จะมีห้องอาบน้ำแหละ แต่เผอิญผู้จัดทัวร์และลูกทัวร์ลงมติกันว่าประหยัดค่าที่พักแล้วไปสิ้นเปลืองกับค่าอาหารดีกว่า 555) ทุกคืนผมกับหลินนอนเต็นท์ ส่วนเจ้าศิลป์นอนบนรถบ้างเต็นท์บ้างตามสถานการณ์ จนกระทั่งตอนนี้เราน่าจะเสียค่าที่พักไปไม่เกิน 6,000 เยน (ประมาณ 1,200 บาท) 

วันแรกที่มาถึง หลังจากเช่ารถ สิ่งแรกที่พวกเราทำก็คือเข้าร้านมือสองเพื่อซื้อหาอุปกรณ์แคมปิ้ง มาถึงคืนแรกก็รีบหาที่กางเต็นท์แล้วออกไปหาราเมนชามโตสุดอร่อยกินเป็นอาหารมื้อค่ำ พ้นคืนแรกความรู้สึกสบายเหมือนที่ผมชอบเวลากางเต็นท์ตอนอยู่เมืองไทยก็กลับมา จากความรู้สึกไม่มั่นใจกลายเป็นความสบายใจที่จะได้นอนเต็นท์อีกหลายๆ คืน

ในคืนต่อๆ มา เราหาที่กางเต็นท์ฟรีตามแนวชายฝั่งฮอกไกโด ตะลอนนอนไปเรื่อยๆ ถึงเหนือสุดจนตอนนี้วนกลับมาใกล้จะถึงซัปโปโร 

ระหว่างทางมีกิจกรรมที่ไม่คาดคิดให้ผมได้มีโบนัสความสุขเพิ่มเติมนั่นก็คือ “พาร์คกอล์ฟ” (Park Golf) มันคือกีฬาที่คนญี่ปุ่นในต้นทศวรรษ 80 ดัดแปลงมาจากกีฬากอล์ฟโดยทำให้ง่ายขึ้น ใช้ไม้แค่อันเดียวดีตลอดเกม ลูกกอล์ฟและหลุมกอล์ฟใหญ่ขึ้นประมาณ 3 เท่าจากกอล์ฟปกติ สนามก็สั้นลงร่วมๆ 3 เท่าเช่นกัน

เมื่อกฏกติกาเป็นอย่างนี้มันทำให้ผู้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผมกับลูกและเมียเล่นกันโดยแทบไม่ต้องมีแต้มต่อ มันคือเกมของความแม่นยำ ไม่ใช่พละกำลังที่ผู้ชายมักจะได้เปรียบ อีกนัยหนึ่งมันเป็นกอล์ฟดัดแปลงที่ทำให้คนสูงวัยยังเอ็นจอยกับกีฬาเทือกๆ นี้ได้ ลูกที่ใหญ่ขึ้นและมีสีสันสดใส แถมระยะหวดที่ไปไม่ไกลมากทำให้ตีไปอย่างไรก็มักจะหาลูกเจอ

ผมถาม AI เพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมของกีฬานี้ มันบอกเราว่ามีสนามพาร์คกอล์ฟร่วม 1,300 สนามในญี่ปุ่น และรัฐบาลก็เห็นดีเห็นงามกับกีฬานี้ในความหมายที่ว่ามันเป็นกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์อันดีในชุมชน แทบจะทุกหมู่บ้านในฮอกไกโดจึงมีสนามกอล์ฟชุมชนให้ลุงๆ ป้าๆ เล่นกัน ระหว่างที่เล่นบางครั้งผมนึกว่าคงดีถ้าพี่หนึ่งอยู่ด้วยที่นี่ จะได้มาออกรอบด้วยกันสักครั้งในชีวิต ตั้งแต่มา ผมออกรอบเกือบทุกวัน กอล์ฟแบบนี้เปลืองแค่เวลา (ซึ่งก็น้อยกว่ากอล์ฟจริงมาก เล่น 18 หลุมน่าจะไม่เกินชั่วโมง) แต่ไม่เปลืองตังค์ วันนี้สนามที่เพิ่งเล่นจบไปซึ่งเป็นสนามที่ดีที่สุดสนาม หนึ่งผมเสียค่าใช้จ่ายไปแค่คนละ 400 เยน (80 บาท) ในขณะที่หลายๆ สนามที่ผมตีมานั้น ‘ฟรี’ ครับ

อยู่ฮอกไกโดมาจะร่วมสัปดาห์ เริ่มคิดอยากย้ายมาอยู่ที่นี่ซะแล้ว อะไรๆ ที่เราชอบนั้นถูกกว่าเมืองไทยเสียอีก วิวทิวทัศน์ก็สวยงาม อากาศสดชื่นและผืนดินสะอาด จะหงุดหงิดก็เรื่องเดียวหาที่ทิ้งขยะยากชิบเป๋ง ถังตามที่สาธารณะมีแต่ประเภทขยะรีไซเคิล อาทิ กระป๋อง ขวดแก้ว หรือขวดพลาสติก แต่ตอนนี้เริ่มปรับตัวได้บ้างด้วยการคิดก่อนซื้อ คือคิดว่าจะต้องทิ้งยังไงด้วย ไม่งั้นเป็นภาระตัวเองกระเตงขยะขึ้นรถไปจนกว่าจะพบจุดทิ้ง 

เรื่องสุดท้ายก่อนจบจดหมายฉบับนี้ว่าด้วยการสูบบุหรี่ที่ทำให้ผมนึกถึงพี่เป้ วาด รวี ก็อย่างว่าเมืองสะอาดเพราะทุกคนต้องจัดการขยะตัวเองให้เรียบร้อย ผมแปลงหลอดวิตามินซีของลูกเป็นที่เก็บก้นบุหรี่ นั่นพานให้นึกถึงตอนพี่เป้เก็บก้นบุหรี่ใส่กระปุกเล็กๆ ส่วนตัวขณะนั่งรถกระบะกับผมขับขึ้นเชียงใหม่ แต่คนที่นี่ไปมากกว่าอีกขั้นหนึ่ง แม้แต่ขี้บุหรี่พวกเขายังเขี่ยมันลงกล่องเก็บส่วนตัวด้วยซ้ำ 555 

หวังว่าสถานการณ์ที่น่านจะเรียบร้อยดี เมื่อมีโอกาสผมจะเขียนจดหมายฉบับต่อไปให้พี่อีกครั้งนะครับ

ด้วยรักและนับถือ

จ๊อก

ปล. ว่าไปต้องขอบคุณรอยสักรูปคลื่นที่สักไว้ตอนอยู่พะงัน ไอ้เส้นเล็กๆ สามเส้นนี่แหละทำให้ผมบังเอิญมีเวลาปลีกตัวมาเขียนจดหมายถึงพี่

 

nandialogue

 

 

ตอบ จ๊อก ฮอกไกโด

แค่เห็นไปเที่ยวก็พลอยยินดี ยิ่งเป็นญี่ปุ่น เป็นแคมปิ้ง.. ดีจัง ดีมากๆ เลยที่ได้ไปเที่ยวกันพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัว

1 นโยบายเราคล้ายกันคือเซฟค่าพัก เอามากินดื่ม

2 หลายๆ ครั้งที่ฟังคุณเล่าถึงโลกของกอล์ฟ ความเพลิดเพลิน ความท้าทาย หรือเสน่ห์ของมัน ก็พอจะเข้าใจได้นะว่าทำไมหลายคนถึงเทุ่มเทหลงใหล เห็นหญ้าเขียวๆ ภูเขางามๆ แล้วมือไม้สั่น ครั่นเนื้อครั่นตัว เพียงแต่จนป่านนี้ก็ยังนึกภาพตัวเองไม่ออกจริงๆ ว่าการออกรอบของเรามันคืออะไร เออถ้าแนวเอาผ้าโพกหัว ใส่นันยาง ยืนหน้าเน็ตตะกร้อแบบนั้นพอเห็นภาพ

3 เราเคยไปญี่ปุ่นครั้งเดียว น่าจะราวปี 2000 (ตอนทำงานอยู่ GM) เป็นทริปสื่อมวลชนไปงานเปิด Universal Studio ที่โอซาก้า จำอะไรไม่ได้เลย นอกจากเพื่อนร่วมทางคนหนึ่ง อากาศสะอาด และอาหารอร่อยดี ให้นึกตอนนี้ก็ยังไม่มีฝันอยากจะกลับไปอีก มันแพงด้วยมั้ง ความผูกพันเล็กๆ น้อยๆ–ผูกพันข้างเดียว ที่มีก็ไม่ใช่ประเทศ แต่เป็นสาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง (ชื่อ Erica) ยูทูบเบอร์ที่บอกเล่าเรื่องราววัฒนธรรมญี่ปุ่นและฝรั่งเศส รู้จักเธอจากบทสัมภาษณ์ในช่องที่เราติดตามเป็นประจำ (ชื่อ French mornings with Elisa) -ถัดมา French Talks ก็สัมภาษณ์เธออีก (คล้ายๆ ยุคนิตยสารรุ่งเรือง ใครเด่นใครดัง ใครน่าสนใจ ใบหน้าเขาและเธอจะปรากฎเสมอในหน้านิตยสาร) ดูการพูดการจาแล้วรู้สึกมีความหวังดีน่ะ หมายถึงรากกำเนิดในฐานะคนเอเชียด้วยกันที่สนใจภาษาฝรั่งเศสเหมือนกัน เค้าทำได้ เราก็น่าจะทำได้ ต่างกันหน่อย–ไม่หน่อยหรอก ตอนนี้สาวเจ้าใช้ชีวิตอยู่ปารีส

โคตรโง่เลย เมื่อก่อนเราคิดว่าภาษาฝรั่งเศสขึงตรึงตัวเองอยู่แค่แผ่นดินฝรั่งเศสและภูมิศาสตร์กลุ่มประเทศ Francophone หรืออาณานิคมเก่าเท่านั้น ที่จริง แทบทุกประเทศมีกลุ่มคนที่สนใจภาษานี้ ใช้ภาษานี้ เมืองไทยเองก็พอมี แม้ระยะหลังความนิยมโดยภาพรวมจะเสื่อมถอยลง โรงเรียนมัธยมฯ หลายแห่งทั่วประเทศหั่นภาควิชานี้ออกไป ทิ้งไว้เพียงความทรงจำเก่าๆ ถึงครูแก่ๆ บางคนที่คอยจ้ำจี้จ้ำไชให้อ่านเขียน La langue de Molière

พูดถึงญี่ปุ่น สองเดือนก่อนมีไอ้หนุ่มคนหนึ่งขี่มอไซค์มาเที่ยว จ.น่าน คุยกัน (ด้วยภาษาไทย) สักพัก ได้ความว่าซามูไรพเนจรรายนี้เดินทางมาแล้วทั่วไทย ขาดก็แค่นราธิวาส กับอะไรอีกสักที่ นึกไม่ออกแล้ว เราถามว่า นราธิวาสที่ยังไปไม่ถึงนั้นยังมีฝันและใฝ่อยู่หรือเปล่า ถ้าสนใจ เราพอช่วยแนะนำสถานที่และคนที่น่าสนใจให้ได้นะ เพราะเคยไปทำงานที่นั่นปีนึง (2006–หาา ยี่สิบปีแล้วเหรอนี่) ว่าแล้วก็เดินไปหยิบ ‘ที่เกิดเหตุ’ มาแสดงหลักฐานว่า ‘ไม่ได้โม้’ หนุ่มญี่ปุ่นรับหนังสือจากมือเราไปสัมผัสเพ่งมองหน้าปก แล้วบอกว่า–อ่านแล้ว

เขาเจอหนังสือเล่มนี้ที่ชลบุรี เจอและอ่านจบแล้ว

ทำไมอ่านได้ ? ทั้งที่เขาเพิ่งเข้ามาเมืองไทยปีเดียว ก็เพราะเคยอยู่ลาวมาสองปี พูดลาวได้ และเริ่มเรียนภาษาไทยตั้งแต่ออกจากญี่ปุ่น สนใจชีวิตผู้คนและประวัติศาสตร์ลาว ไทย อยากเขียนหนังสือ อยากแปลเรื่องเล่าที่หล่นหายในหลายๆ แง่มุมให้คนญี่ปุ่นได้รับรู้ มันไม่ทำเงินหรอก–เขาบอกว่าเข้าใจ ทุนนิยมและเศรษฐศาสตร์ไม่ได้งอกงามนักในธุรกิจหนังสือ แต่สำหรับเขา นี่คือการใช้เวลาและแรงงานอย่างมีคุณค่า เป็นเนื้อนาดินที่เขาอยากออกย่ำเดิน

นานมาแล้ว เราเคยสัมภาษณ์คนญี่ปุ่นที่มาทำงานแปลในไทย (ชื่อ หินขาว มังกรบิน) ความคิดเขาคนนั้นคล้ายๆ แบบนี้คือการลงทุนลงแรงของเขา ถ้าสำเร็จ มันเกิดประโยชน์มหาศาลกับบ้านเกิดเมืองนอนประเทศญี่ปุ่น ถ้าล้มเหลว นอกจากเขาคนเดียวที่เสียเวลา คนอื่นๆ ไม่เห็นมีใครเสียหาย ฉะนั้น เกมนี้อย่างไรก็น่าเล่น

คุณฟังแล้วคิดว่าน่าเล่นมั้ย

4 เชียร์ให้คุณเดินทางบ่อยๆ เดินทางในแบบที่กำลังทำอยู่ เราชอบกิจกรรมแคมปิ้งมาก เคยผ่านชีวิตในรูปรอยที่นอนแคบๆ ฟ้ากว้างๆ กองไฟ ดวงดาว มาบ้างก่อนวัยสี่สิบ เกาะช้าง เกาะเสม็ด เขาใหญ่ หาดวนกร ฯลฯ ล้วนไปมาหลายครั้ง แต่ผ่านแล้วก็ผ่านเลย นานมากแล้วจริงๆ ที่ไม่เคยย้อนกลับไปงกๆ เงิ่นๆ ปักกางเต็นท์ (เกลียดที่สุดคือตอนเก็บ ในช่วงสายๆ วันเดินทางกลับ) เหตุผลที่หามาอธิบายกับตัวเองคือบ้าน size โกล์รูหนูที่อยู่ทุกวันนี้มันต่างอะไรจากเต็นท์ ? ป่าเขา ดงดอย และความน้อยที่ใครคนอื่นเขาแสวงหา อ้าว มันก็ประมาณวิวหน้าบ้านเรามั้ย ? คือไม่ได้คิดว่าอยู่อุทยานแห่งชาติหรอกนะ แต่บางทีก็งงๆ ว่ากูจะบุกป่าฝ่าเขาเข้าไปหาความลำบากเพิ่มอีกทำไม 555 นึกออกเนาะ นั่นแหละ ไม่รู้ที่สุดแล้วข้อดีกลายเป็นข้อเสีย หรือข้อเสียกลายเป็นข้อดี หรือดีๆ เสียๆ ธรรมดาโลก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันทำให้ความหึกเฮิมในการเดินทางหดหายไปไม่น้อยเลย รถบ้านเอย camping car เอย ที่ครั้งหนึ่งเคยละเมอเพ้อพกตกหล่นไปไหนเสียแล้ว

5 สัปดาห์หนึ่งในฮอกไกโดทำให้คุณรำพึงรำพันว่าอยากย้ายไปอยู่ วิวสวย อากาศสะอาด ของชอบราคาไม่แพง น่าสนใจนะและมานั่งนึกๆ ดู ปัจจัยพวกนี้มันเป็นเรื่องพื้นฐานมากในเมืองไทยเมื่อก่อน เวลาผ่านไป จุดแข็งที่เคยมีหายไปทีละอย่าง เอาง่ายๆ เชียงใหม่ เชียงราย สมัยเราวัยรุ่นไม่มีคำว่าฝุ่นควันนะ ภาคเหนือคือความหนาว คือป่าเขียวขจี แต่ตอนนี้หน้าร้อนแทบอยู่ไม่ได้ หน้าฝนหลายจังหวัดเจอปัญหาน้ำท่วม (น่านขยับขึ้นติดอันดับต้นๆ) ปีปีหนึ่งเหลือช่วงหายใจสบายไม่กี่เดือน ความโรมานซ์หรือภาพฝันเดิมๆ เปลี่ยนแปลงไปไกลกู่ไม่กลับ มันเป็นความจริงใหม่ที่คนรุ่นเราต้องยอมรับและหาทางแก้ แน่นอนว่าข้อแรกเลยคือเลิกชี้นิ้วโทษชาวบ้านเผาป่า บลา บลา โลกทัศน์และความมักง่ายในการหาข้อสรุปเช่นนี้สมควรสูญสิ้น

สำหรับเรา ความ ‘น่าอยู่’ ก็เหมือนความสวย ความสุข ความพอดี คือมันมีอายุของมัน กรุงเทพฯ อาจน่าอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง เช่นเดียวกับพะงัน น่าน หรืออาจเป็นฮอกไกโด.. น่าอยู่ก็ไปอยู่ หมดอายุก็ย้าย แต่ก็นั่นแหละ การพูดมันง่ายไง พอปล่อยเวลาจนรากหยั่งลึก ชีวิตย้ายยาก ทำใจเปลี่ยนแปลงลำบาก ไหนจะเรื่องทุนรอน

คนเราต่างกันก็ตรงนี้ บางคนคิดฝันแล้วกล้าเดิน หาทางหาวิธี จะเจ็บจะเหนื่อยยังไงก็ไม่ท้อ ขณะที่บางคนขยันหาแต่ข้ออ้าง

คิดถึง วาด รวี ถ้าความกล้าหาญมีใบหน้า ถ้าหากว่าความซื่อสัตย์มีตัวตน ชีวิตและผลงานของ วาด รวี อธิบายนามธรรมนั้นไว้ชัดเจนที่สุดแล้ว.


เกี่ยวกับผู้เขียน : จ๊อก (ชัยพร อินทุวิศาลกุล) เป็นคนทำโรงพิมพ์ที่สนใจศิลปะ วรรณกรรม และสังคมการเมือง เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเทศกาลหนังสือเล็กๆ หลายครั้ง ใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯ มานานปี วันนี้ตัดสินใจย้ายไปเป็นชาวเกาะพะงัน ทุกสัปดาห์เขาเขียนจดหมายมาคุยกับ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ บรรณาธิการ nan dialogue

You may also like...