สวัสดีพี่หนึ่ง
จดหมายฉบับที่แล้วเราตั้งใจจะคุยกันเรื่องฟุตบอลแล้วดันเถลไถลไปเรื่องผับและสถานที่ในความทรงจำไปเสียได้ ครั้งนี้ตั้งใจจะเล่าเรื่องแพท เพื่อนชาวสก็อตที่เดินทางไปรอเราในโลกหน้าเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่บังเอิญวันนี้มานั่งพิมพ์จดหมายในโรงพิมพ์ กลิ่นหมึกกับกระดาษและท่วงทำนองจังหวะของเครื่องพิมพ์จึงพาใจและนิ้วของผมไปพูดเรื่องของพวกมันไปซะงั้น
จะว่าไปการกลับมาเขียนจดหมายหากันอีกครั้งในห้วงเวลานี้ก็คล้ายกับเกมฟุตบอลในครึ่งหลัง จะแปร่งไปสักนิดก็ตรงที่เราพักครึ่งกันนานไปหน่อยตามประสาฟุตบอลกระชับมิตร เผลอตัวไปเข้าห้องน้ำ พักเหนื่อย กินเบียร์และคุยกับเพื่อนๆ ไปไม่เท่าไร เวลาก็ล่วงผ่านไปสองปีกว่า

กระนั้นก็ตาม เวลาพักครึ่งก็ไม่ใช่ความสูญเปล่าที่เปล่าประโยชน์ มันคือห้วงยามที่ร่างกายได้ฟื้นฟู และจิตใจได้ทบทวนตัวตน ค้นหาวิธีแก้เกม หารือและปรับความเข้าใจกับเพื่อนร่วมทีม กติกาของเกมฟุตบอลหรือหลายๆ เกมชีวิตบนโลกนี้เปิดช่องให้เราได้เปลี่ยนแปลงหรือวิวัฒน์ตัวตนก่อนกลับไปลงสนามจนสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้ายเสมอ เราจะตระหนักหรือเห็นคุณค่าของการหยุดพักก็ต่อเมื่อเราก้าวเท้าลงสนามอีกครั้ง
เดือนนี้ในปีก่อน คือช่วงเวลาที่ผมตัดสินใจกลับมาลงสนามการพิมพ์อีกครั้งหลังจากห่างหายไปร่วมสองสามปี (จำไม่ได้และขี้เกียจค้นคว้าตามเคย) มันเป็นช่วงเวลาคับขัน และความกังวลนั้นปกคลุมไปทั่วโรงพิมพ์ ผมใช้เวลาหลายชั่วโมงและเบียร์อีกหลายขวดกับมิตรสหายร่วมรบในสมรภูมิน้ำหมึกบนแผ่นกระดาษ เพื่อรับฟังและทำความเข้าใจสภาพการณ์ ความเอาจริงเอาจังในเรื่องเล็กกับความไม่ยี่หระในเรื่องใหญ่ก่อให้เกิดความกังขาและไม่เชื่อมั่นในหมู่พนักงานต่อการมีอยู่ของภาพพิมพ์
เหตุการณ์ในเดือนนั้นของปีก่อนเกือบจะทำให้ชีวิตบนเกาะพะงันผมจบลงโดยไม่ทันตั้งตัว โชคดีที่ไม่นานหลังจากนั้นพวกเราพาตัวเองกลับมาเดินบนเส้นทางที่คุ้นเคย ทีมงานภาพพิมพ์พิสูจน์ตัวเองในเวลาไม่กี่เดือนว่าเรายังไม่ตกรอบจากทัวร์นาเมนท์ ในห้วงเวลาไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ซึ่งผมต้องไปๆ กลับๆ กรุงเทพฯ-พะงัน อยู่เป็นนิจ
ผมได้เรียนรู้ว่า แม้ผมปล่อยมือจากภาพพิมพ์ไม่ได้ แต่ผมคลายมือได้ ผมไม่จำเป็นต้องกำภาพพิมพ์ไว้ในมือแน่นๆ (ในความหมายว่ากำกับทุกเรื่องราว) ตลอดเวลาก็ได้
เพื่อนชาวภาพพิมพ์บอกผมทั้งโดยตรงและอย่างอ้อมๆ ผ่านคำพูดและการกระทำของพวกเขา ซึ่งนั่นนับเป็นพรอันประเสริฐ ในความหมายที่ว่า ผมจะยังได้ใช้ชีวิตบนเกาะ (ซึ่งกลายเป็นชีวิตที่ผมคุ้นเคย) ซะส่วนใหญ่ และได้สิทธิมาร่วมแจมกับทีมที่กรุงเทพฯ ในบางวาระเพื่อให้มั่นใจได้ว่าโรงพิมพ์ยังอยู่ในเกม เราจะยังทำงานพิมพ์ดีๆ เพื่อหาเงินมาหล่อเลี้ยงเพื่อนร่วมทีมนับร้อยชีวิต เกมในครึ่งหลังของภาพพิมพ์ต้องการผมแค่หนึ่งสัปดาห์ต่อหนึ่งเดือน ผมกลับมาเล่นครึ่งหลังในบทบาทที่ต่างไปจากที่เคยในครึ่งแรก ผมแค่คอยประคอง แล้วปล่อยให้พี่ๆ น้องๆ ขับเคลื่อนและบงการเกมกันอย่างอิสระ

สายลม เกลียวคลื่นแห่งเกาะพะงัน และช่วงเวลาที่เว้นวรรค ทำให้ผมไม่ใช่ จ๊อก ภาพพิมพ์ คนเดิม จะให้สปรินท์ไล่บอล ยิงไกลหวดเต็มข้อ หรือสาดบอลยาวแบบหวังผล ก็ดูจะเป็นเรื่องไม่เข้าท่า เรื่องเหล่านี้ปล่อยให้พี่ๆ น้องๆ ในโรงพิมพ์ที่กำลังใจและกำลังขาแข็งแรงออกโรงซะดีกว่า แทนที่จะสวมบทบาทเก่าในตำแหน่งเดิม ผมนำบางสิ่งใหม่ๆ ที่ได้เรียนรู้ในตอนเถลไถลตอนพักครึ่งมาใช้ในครึ่งหลังของเกมการพิมพ์ ความเกรี้ยวกราดและการสบถด่าทอด้วยคำหยาบดั่งที่เคยยังมีให้เห็นและได้ยินบ้างประปราย แต่ก็แซมด้วยเสียงหัวเราะดังกังวาน (เพิ่งจะมาเป็นไม่นานมานี้)
ผมคิดกับตัวเองว่าส่วนหนึ่งมันคือสำนึกรู้คุณค่าในความสุขเล็กๆ และความงามน้อยๆ ในชีวิต ใครที่เคยผ่านความทุกข์โศกหรืออุปสรรคครั้งใหญ่แล้วเอาชีวิตรอดมาได้มักจะตระหนักได้ถึงสิ่งนี้ แม้ผมจะกระเสือกกระสนผ่านมันมาได้ แต่วิบากกรรมในครั้งนั้นก็ฝากรอยแผลเอาไว้เตือนสติ บางคนเรียกสิ่งนี้ว่าปม บางคนเรียกมันว่า Life Background สำหรับผมแล้วรอยแผลนั้นสำแดงผ่านเสียงหัวเราะอันแสนหนวกหูและล้นเกิน พี่หนึ่งคงจะเข้าใจว่าผมหมายถึงเสียงหัวเราะแบบไหน ไม่กี่วันก่อนหลินปรารภกับผมว่าเสียงหัวเราะนั้นมันแปลกประหลาดเพียงใด ด้วยการเลียนเสียงหัวเราะของผมบนฟุตบาทแถวบ้าน ปรากฏว่าหญิงสาวที่เดินอยู่ข้างหน้าห่างออกไปร่วมห้าสิบเมตรถึงกับเหลียวหลังกลับมามองด้วยทีท่าตกใจ
นอกจากนั้น ทุกวันนี้ผมยังไม่สงวนคำชมและความซาบซึ้ง (ในความหมายดั้งเดิมที่ไม่ใช่การเสียดสีในม็อบเด็กไม่กี่ปีก่อน) ต่อสิ่งดีๆ ที่ผู้คนรอบตัวเราทำให้เราและทำต่อกัน สิ่งนี้เป็นวงจรแห่งความจรรโลงใจ ผมกระหน่ำแจกเสียงหัวเราะและนิ้วโป้ง (ในความหมายว่าเยี่ยม) แม่งทั้งวันจนคนรอบตัวเอือมระอา ผมเลือกที่จะชื่นชมผู้คนให้ง่ายและบ่อยขึ้นไม่ใช่เพื่อตัวผมเอง แต่เพื่อทุกคน ใครๆ ก็อยากอยู่ในบรรยากาศที่เกื้อกูลและมีความหวัง

เรื่องใหญ่ในบ้านเมืองนั้นอาจนอกเหนือการควบคุม แต่เรื่องในบ้านและที่ทำงานอันรายล้อมไปด้วยคนใกล้ชิดนั้นเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็สร้างผลกระทบเชิงบวกได้ ยึดหลักใหญ่ว่าเรามีเจตนาดีต่อกันเป็นพื้นฐาน ข้อพิพาทต้องถูกสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นความเข้าใจผิดมากกว่าความเลวร้ายส่วนบุคคล คำชมที่จริงใจและความปรารถนาดีต่อกันนั้นน่าจะเป็นกระดาษทรายหรือตะไบชั้นเลิศที่ช่วยลบคมและเหลี่ยมของมนุษย์ที่มักพลั้งพลาดไปสร้างรอยแผลให้ผู้คนรอบข้างอยู่เสมอๆ บางวันนึกครึ้มๆ แค่ผมเห็นมนุษย์ยิ้มก็อดจะเอ่ยปากชมไม่ได้ว่ารอยยิ้มของท่านทำให้วันนี้เป็นวันที่ดีวันหนึ่งในชีวิต
นอกจากเรื่องทางความรู้สึก ผมเลือกจะเป็นกองหนุนคอยตัดสินใจเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเล็กใหญ่ในองค์กร อาทิ เครื่องผลิตน้ำแข็ง (พนักงานชื่นชอบมาก) ปรับปรุงโกดังกระดาษ ติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ จัดหาเครื่องพิมพ์และเครื่องเข้าเล่มเพื่อลดความติดขัดในการผลิต ปลูกป่าต้นไม้ในที่ดินว่างเปล่า เป็นต้น ขอย้ำว่าผมแค่ตัดสินใจ พี่ๆ น้องๆ ชาวโรงพิมพ์จัดการเรื่องเหล่านี้ได้ดีมากๆ ดีเสียจนอดคิดไม่ได้ว่าถ้าผมลงมือทำเอง ผลงานอาจขี้เหร่กว่าที่เป็นอยู่หลายเท่า
ผมเขียนมาวันนี้อาจดูยืดย้วยและคล้ายเทศนา หวังว่าพี่จะไม่ถือสา หลังๆ ผมเริ่มไม่แน่ใจอายุตัวเองอยู่เหมือนกัน ไม่กี่วันก่อนไปออกรอบกับลูกเมียที่สนามกอล์ฟในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน (ซึ่งต้องบอกว่าเป็นไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่ไม่ต้องใช้แคดดี้ ทำให้ประหยัดเงินไปหลายอยู่) เราเดินเล่นหวดลูกกลมๆ กันไปได้สักครึ่งทาง ก็มีคุณลุงวัยเกษียณหมาดๆ มาร่วมก๊วน คุยกันเรื่องสนามกอล์ฟราคาประหยัดทั่วราชอาณาจักรไปสักพัก แกก็ทักผมว่าอายุหกสิบรึยัง การที่คนหลายๆ คนเริ่มทักหรือทายอายุผมเกินจากความเป็นจริงไปเป็นสิบหรือยี่สิบปีทำให้ผมต้องทบทวนและใคร่ครวญกับตัวเองอยู่บ่อยๆ เราใช้ชีวิตหนักหน่วงเกินไปไหม จริงจังกับชีวิตเกินไปรึเปล่า หรือเราแค่ทำตัวแก่แดดไม่สมกับวัย

วันนี้เดินเข้าโรงพิมพ์เพื่อมาเขียนจดหมายฉบับนี้ พี่ รปภ.ซึ่งไม่รู้จักผมก็ทักว่า พี่เป็นช่างมาซ่อมเครื่องรึเปล่า พนักงานที่ยืนอยู่ใกล้ๆ พากันอมยิ้มกลั้นหัวเราะในคำทักทายของพี่ รปภ. ผมเองผู้ได้รับการประเมินอายุและอาชีพผิดจากความเป็นจริงอยู่เสมอๆ ก็เริ่มจะชินและคิดเข้าข้างตัวเองเอาว่า อย่างน้อยมนุษย์ชำรุดที่คาดเดาตัวตนได้ยากคนนี้ก็พอจะสร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้กับผู้คนอยู่บ้าง และนี่ย่อมนับเป็นบุญกุศลอันประเสริฐ
ครี่งหลังของเกมจดหมายจากพะงันถึงคนที่น่านเพิ่งเริ่มเกมมาไม่กี่นาที หวังว่าเกมจะสนุกเร้าใจไม่น่าเบื่อเหมือนเกมในนัดชิงบอลโลกครั้งล่าสุด
ด้วยรักและนับถือ
จ๊อก

ตอบ จ๊อก
ฮาว่ะ ที่พี่ รปภ. นึกว่าคุณเป็นช่างซ่อมเครื่
ยินดีกับคุณที่แก้เกมได้ถูกต้อง รวดเร็ว โลกของกระดาษและการพิมพ์เราก็
มองผิวเผิน มันอาจไม่เกี่ยวกันเลย แต่เราว่าเกี่ยวและส่

ปม รอยแผล หรือ Life Background เป็นเรื่องน่าสนใจ เท่าที่เราเติบโตมาก็พบว่าไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์หรือไร้มลทินมัวหมอง รอยรั่วรอยร้าวมันมีกันทุกคน ฮลุน โซโล แปรเปลี่ยนใช้มันเป็นแรงขับเคลื่อนออกเดินทางเรียนรู้โลก สตีฟ จ็อบ ทุ่มเทค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ คือมันแล้วแต่จริงๆ ว่ามนุษย์แต่ละคนจะดีลกับความไม่สมบูรณ์แบบยังไง เก็บไว้เป็นข้ออ้าง หรือสร้างพลัง
เราชอบที่คุณบอกว่า ความหงุดหงิดและการสบถก่นด่าต่
บางทียิ่งแก้ยิ่งถลำลึก เข้ารกเข้าพงไปเรื่อยๆ ไม่ว่ากับเกมฟุตบอล บริษัทห้างร้าน หรือประเทศ คนที่จะแก้เกม คนที่เป็นกัปตัน เป็นประมุข-ผู้นำ จำเป็นมากที่ต้องเป็นมืออาชีพ รอบรู้ เพราะจะหมู่หรือจ่า จะออกหัวออกก้อย การตัดสินใจของเขามันส่งผลสะเทื
เทียบกับคุณ (ลองเปรียบเทียบดูเล่นๆ) เราน่าจะอยู่ในกลุ่มนักบอลดันทุ
คุณลองดูสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้
ครึ่งแรก หรือก้าวแรกๆ ใครก็ผิดพลาดได้ แต่คนเราแตกต่างกันก็
เกี่ยวกับผู้เขียน : จ๊อก (ชัยพร อินทุวิศาลกุล) เป็นคนทำโรงพิมพ์ที่สนใจศิลปะ วรรณกรรม และสังคมการเมือง เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเทศกาลหนังสือเล็กๆ หลายครั้ง ใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯ มานานปี วันนี้ตัดสินใจย้ายไปเป็นชาวเกาะพะงัน ทุกสัปดาห์เขาเขียนจดหมายมาคุยกับ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ บรรณาธิการ nan dialogue

