the letter

พะงัน—น่าน : ผ่านไปสองปีที่เธอมาหายจาก

สวัสดีทางตัวอักษรครั้งแรกในรอบสามปีครับพี่หนึ่ง (ไม่ได้เช็กหรือนับเป๊ะๆ ตามประสาคนขี้เกียจ)

ห่างหายจากการเขียนไปนานก็พาให้กล้ามเนื้อนิ้วเสื่อมถอยและไซแนปในสมองหายไปหลายเส้น ผมรู้แก่ใจว่ารับปากกับพี่ไว้หลายคราหลายวาระแล้วว่าจะกลับมาเขียนจดหมายจากพะงันอีกครั้ง แต่ความขี้เกียจและเอาแต่ใจที่จะหาข้ออ้างต่างๆ นานา ทำให้การผัดผ่อนดำเนินต่อเนื่องมาเนิ่นนาน ขอบคุณที่ยังพยายามคะยั้นคะยอให้เขียนมาโดยตลอด ไม่นับว่าหลายๆ ครั้งในช่วงที่ไม่ได้เขียนแต่ก็ยังมีโอกาสได้กลับไปอ่านจดหมายฉบับเก่าบางครั้งเพื่อทบทวนความทรงจำตัวเองว่าคลาดเคลื่อนไปแค่ไหน เมื่อได้กลับไปอ่านแล้วก็นึกขอบคุณพี่ที่สละเวลามาชักชวน อีกทั้งยังบรรณาธิการ และเขียนตอบเพื่อแลกเปลี่ยน

เราเคยคุยกันหลายครั้งว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายถ้าเราไม่ได้บันทึกบางเรื่องราวเล็กน้อยในโลกเอาไว้ คุณค่าและความงามมีเวลาเพียงชั่วคราวในโลก ปราศจากการบันทึก คนรุ่นหลังจากเราอาจไม่ตระหนักหรือรับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน

เข้าเรื่องฟุตบอลโลกนัดชิงซึ่งเป็นหมุดหมายของการเขียนจดหมายถึงพี่ในครั้งนี้ เดี๋ยวนี้ผมเลือกที่จะดูฟุตบอลนัดสำคัญในสถานที่สาธารณะซะมากกว่าดูเงียบๆ ที่บ้าน สองเดือนก่อนนัดชิงบอลโลก ผมกับลูกและเมียก็ถ่อสังขารไปดูนัดชิงแชมป์เปี้ยนลีกที่ผับแถวพุทธมณฑลสายหนึ่ง ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับพวกเราไม่น้อย

ส่วนหนึ่งก็ด้วยว่ามีวงดนตรีเล่นสดที่นักร้องยืนร้องบังหน้าจอ ทั้งลูกค้าบางส่วนที่ดูจะสนใจกับการดื่มกินสังสรรค์กับเพื่อนร่วมโต๊ะซะมากกว่าเกมลูกหนัง นั่งดูไปพลางก็นึกคิดถึงบรรยากาศในผับบนเกาะพะงันที่สร้างเสริมซะมากกว่าบั่นทอนความทรงจำที่ดีให้กับเกมที่เรารับชม คืนนั้นผมกับหลินตั้งใจว่าต้องหาสถานที่ดูบอลโลกนัดชิงที่ดีกว่านี้ให้ได้ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนในประเทศไทย หากเป็นกรุงเทพฯ เราอาจต้องยอมเดินทางเข้าเมืองไปยังผับหรือสปอร์ตบาร์ที่เข้าท่า 

เผอิญว่าในเวลานี้ผมมีเหตุที่ต้องอยู่พะงันนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ อาจารย์หมูซึ่งเคยสอนผมสมัยที่ผมเรียนอยู่ธรรมศาสตร์ส่งข่าวมาว่าจะมาเยือนพร้อมกับภรรยา ในฐานะเจ้าบ้านก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะอยู่ต้อนรับขับสู้ ซึ่งนับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

อยู่เป็นเพื่อนบ้านกันได้สักสี่ห้าวัน ผมคุยกับหลิน และอาจารย์หยินก็คุยกับอาจารย์หมูว่า ผมกับอาจารย์หมูมีอะไรเหมือนกันอย่างน่าประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ผมเดาเอาว่าพันธุกรรมและวัฒนธรรมแต้จิ๋วซึ่งเป็นบ้านเกิดของบรรพบุรุษอันใกล้ของผมกับแกคงมีผลไม่น้อยต่อความคล้ายในทรรศนะและพฤติกรรมของเราสองคน สิ่งนี้ทำให้เวลาที่เราใช้ด้วยกันผ่านไปเร็ว จากว่าจะอยู่ด้วยกันสักหนึ่งสัปดาห์ยืดยาวไปเป็นสองสัปดาห์

เราดื่มกินแลกเปลี่ยนทรรศนะ เดินข้ามภูไปหาดขวด พายเรือคายัคไปเกาะแต ขับรถไปแบ่งปูม้าเป็นๆจากพี่วัติมาต้มกินกันยามเช้า หลินได้ไอเดียทริปเที่ยวญี่ปุ่นจากประสบการณ์ของสามีภรรยาที่ยึดถือคุณค่าในชีวิตคล้ายๆ กับเรา ทำให้ประหยัดเวลาและเลือกที่หมายได้ถูกต้องขึ้นเยอะ

กลับมาเข้าเรื่องฟุตบอลอีกครั้ง เพื่อนบ้านสองคนที่พี่หนึ่งรู้จักดีนาม เดเนียลและเดเนียล อาสาไปก่อนเวลาเพื่อจองโต๊ะ ณ ผับแห่งหนึ่งในท้องศาลา ทั้งคู่เป็นสแปนิชที่ไปย้ายถิ่นฐานตั้งแต่เล็กไปเติบโตในประเทศที่อยู่เหนือขึ้นไปจากสเปน แม้ว่าอายุจะต่างกันร่วมสามสิบปี แต่ทั้งคู่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือภูมิใจในความเป็นสเปนมากกว่าประเทศที่พวกเขาเติบโต เล่าเรียน และมีการงาน ทีมชาติสเปนเข้าชิงทั้งทีมีหรือที่พวกเขาจะนอนลุ้นผลอยู่บ้าน

นอกจากผมและหลินแล้ว ครั้งนี้ผมยังชวนอาจารย์หมู อาจารย์หยิน และตูน น้องชายอีกหนึ่งหน่อที่มาดูแลงานก่อสร้างและการก่อเกิดของชุมชนปัทมะคาระของคุณวิจักร์ พาณิช ไปร่วมเป็นสักขีพยานในเกมชี้ชะตาของกีฬาที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก ผมเองต้องเข้านอนแต่หัวค่ำเพื่อตื่นตอนตีหนึ่งครึ่ง คุยกับหลินว่าดีใจที่บอลโลกจบซะที เวลาการแข่งขันในอเมริกานั้นไม่เป็นมิตรต่อกิจวัตรในชีวิตผมเอาซะเลย ดูบอลเสร็จตอนเช้ามืดทีไรวันรุ่งขึ้นมักจะไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

เดเนียลสูงวัยขอตัวกลับก่อนตอนพักครึ่งเพราะทนแหงนหน้ามองจอไม่ไหว (ปวดคอ) ส่วนอีกเหตุผลก็น่าจะเป็นเพราะพี่เก๋ (คู่ชีวิตต่างวัย) ที่พี่หนึ่งรู้จักดี มายืนเท้าสะเอวรออยู่หน้าผับ

สเปนชุดนี้เล่นกันเป็นทีมได้ดีจนไม่เปิดโอกาสให้นักเตะอาร์เจนตินาได้ยิงสักครั้งเดียวใน 90 นาทีปกติ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเกมนัดชิงฟุตบอลระดับสูงรายการนี้ สกอร์ควรจะเป็น 3-0 ด้วยซ้ำ ถ้าไม่มีเทคโนโลยีกล้องและผู้ช่วยผู้ตัดสินอย่างVAR มาริบประตูไปถึงสองครั้งจากทีมสเปน ความเหลื่อมล้ำในการสร้างสรรค์เกมฟุตบอลระหว่างสองสุดยอดทีมของทัวร์นาเมนต์นั้นมากเสียจนน่าประหลาดใจ อย่างไรก็ตามผมไปตามอ่านข่าวในภายหลังก็พบว่านักเตะทีมชาติสเปนหลายคนในชุดนี้นั้นเคยร่วมทีมและคว้ารางวัลในรุ่นเยาวชนมากันแล้วหลายสมัยก่อนจะมาบรรลุหนึ่งในรางวัลสูงสุดของอาชีพนักฟุตบอลอย่างฟีฟ่า เวิล์ดคัพ 

อีกเดเนียลที่วัยใกล้เคียงกับผมดูเกมด้วยความหงุดหงิดต่อการตัดสินในสนาม และการเล่นของทีมอาร์เจน หนักเข้าก็ด่านักเตะทีมตรงข้ามว่าเลวเหมือนพวกอิตาเลียโนที่ขึ้นชื่อในเรื่องศิลปะมืด (Dark Arts)ในเกมลูกหนัง ลูกพี่บ่นเสร็จแล้วหันอธิบายคำบริภาษด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์กับผมว่าอาร์เจนติเนี่ยนจำนวนมากนั้นสืบเชื้อสายมาจากพวกอิตาเลียโน

ผมเองก็เมื่อยคอ ปวดหลัง เพราะที่นั่งหรือที่ยืนในผับนั้นจะอย่างไรก็ไม่สะดวกสบายเหมือนโซฟาที่บ้าน แต่สิ่งที่ได้กลับมานั้นคุ้มค่ากว่า เสียงด่าทอการเสียบสกัดที่รุนแรง เสียงซูดปากลุ้นการทำประตู และเสียงเป่าปากจากการรอดพ้นจากการเสียประตู กลิ่นบุหรี่และยาเส้นที่ลอยคลุ้งอยู่ในอาคาร (สิ่งนี้ยังเป็นเรื่องปกติในผับที่เกาะพะงัน) และภาพที่ผู้คนนับร้อยเบียดเสียดกันในพื้นที่เล็กๆ เพื่อจดจ่อกับประลองความสามารถทางกีฬาไปด้วยกัน

รูป รส กลิ่น และเสียงเช่นนี้มีเงินสักร้อยล้านก็ซื้อไม่ได้ถ้าไม่พาตัวเองไปอยู่ในพับบริค เฮ้าส์ หรือผับในภาษาไทย บางคืนผมเหลือบมองที่ไปฟุตบาทก็มักจะเห็นพี่วินมอเตอร์ไซค์ คนขับรถสองแถวพาตัวเองมายืนหน้าผับเพื่อลุ้นสกอร์ไปพร้อมๆ กับลูกค้าในผับ 

การมาอยู่พะงันทำให้ผมมองผับต่างไปจากตอนอยู่กรุงเทพฯ เยอะ สมัยนั้นอย่างมากนานๆ ทีผมก็เข้าเพื่อฟังดนตรีสดและซึมซับความเป็นตะวันตก จวบจนมาที่นี่ ผับเป็นอะไรมากกว่านั้น บางทีเป็นที่กินอาหารเช้าและคุยงาน ตกบ่ายผับก็อาจเป็นที่ผ่อนคลายความเครียดในชีวิตด้วยการดื่มกินและชนแก้วกับเพื่อนเก่าที่เราสนิท หรือเพื่อนใหม่ที่เราบังเอิญเดินกระทบไหล่ ตกดึกก็เป็นที่ฝากท้องหรือที่ชมกีฬากับคนคอเดียวกัน เพื่อนต่างชาติของผมที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่นั้นน่าจะใช้เวลาและเงินแต่ละเดือนไปไม่น้อยกับสถานที่อย่างนี้

ที่เล่ามาทั้งหมดนั้นเพื่อจะสื่อบอกกับพี่ว่าไม่ใช่แค่ความเมาเท่านั้นที่พี่ๆ เค้าถวิลหาจากผับ หากแต่มันคือการเข้าสังคม การรับฟังหรือเผยแพร่ทรรศนะที่แตกต่าง การอัพเดตข่าวท้องถิ่นและต่างประเทศ การระวังภัยจากนโยบายรัฐไทยต่อชาวต่างชาติซึ่งเข้มข้นและเปลี่ยนแปลงกันเป็นรายวันเลยทีเดียว (ช่วงนี้ผู้ประกอบการชาวต่างชาติในเกาะกังวลมากต่อทรัพย์สินของพวกเขาที่อาจหลุดมือไปง่ายๆ ด้วยข้อหานอมินี คอมพานี) 

ย้อนไปสิบกว่าปีก่อนตอนที่ผมและหลินยังไม่มีลูก เราเล่นบอร์ดเกมกันเป็นบ้าเป็นหลัง มีอยู่เกมหนึ่งที่เราเล่นกันอยู่บ่อยๆชื่อว่า Village ในเกมนั้นเราสามารถเดินตัวเล่นของเราไปยังจุดต่างๆ ในกระดานเพื่อทำคะแนน และในภาคเสริมของเกม มีสถานที่ที่เรียกว่าผับ เมื่อใดก็ตามที่เราเดินหมากไปในนั้นสิ่งที่เราจะได้ติดออกมา (จากกฎของเกม) ก็คือเพื่อนผู้มีความสามารถพิเศษที่จะมาช่วยเราทำคะแนน สิ่งที่เราต้องจ่าย (ในเกม) ก็คือเบียร์ เพื่อนเก่งๆ มักขอค่าตอบแทนสองไพน์ ส่วนเพื่อนความสามารถธรรมดาเรียกร้องแค่หนึ่ง ตอนที่เล่นเกมนั้นกัน พวกเรา (ผม หลิน และน้องชายผมอีกสองคน) มักจะพูดกันบ่อยๆ ว่า คิดอะไรไม่ออก (ไม่รู้จะเดินหมากอย่างไร) ก็เข้าผับ หารู้ไม่ว่าสิบกว่าปีให้หลังผมจึงตระหนักได้ว่ากติกาที่ผู้สร้างเกมออกแบบไว้นั้น คล้ายคลึงกับเรื่องราวของชีวิตผู้คนในผับบนเกาะพะงันอยู่ไม่น้อย 

ขออภัยที่ไม่ได้เล่าเรื่องเกมฟุตบอลมากเท่ากับสถานที่ที่ผมใช้ชมเกมในคืนวันนั้น และขออภัยที่ส่งจดหมายมาถึงพี่ล่าช้าไปเป็นปีๆ

ขอสวัสดิภาพจงมีแด่ท่าน เชียร์สส

จ๊อก

 

 

nandialogue

 

 

ตอบ จ๊อก

สามปีแล้วจริงๆ ว่ะ เหลือเชื่อ เออ แม่งบ้าไปแล้ว เราเริ่มทำ nan dialogue สิงหาคม 2021 (ซึ่งก็พร้อมๆ กับคุณที่ย้ายไปพะงันและส่งจดหมายมาคุยแทบทุกสัปดาห์ จำได้ว่าราว 80 ฉบับ) ทั้งๆ ที่สนุกและคิดว่ามีประโยชน์ แต่เราตัดสินใจหยุดพัก เดือนไหนก็เลือนๆ แล้วละ (ขี้เกียจค้นเช่นกัน –แสลงใจ) เดาว่าราวเมษายน 2023 ตอนนี้นี่มัน.. ปลายกรกฎาคม 2026 ตัวเลขปฏิทินระบุชัดขนาดนี้ก็ไม่รู้จะเถียงยังไง ให้ตายเถอะ สามปี ชีวิตพวกเราเปลี่ยนแปลงไปยังไงกันบ้างนะ ในชั่ววูบบางคืนหลังแก้วเบียร์ นั่งดูดบุหรี่ตัวสุดท้ายของวันก่อนเข้านอน คุณยิ้มให้กับตัวเอง ขอบคุณ หรือเหนื่อยหน่ายรูทีนที่เดินสวนทางกับเข็มนาฬิกา ไหนจะบ้านเมืองของเราล่ะ

ได้ยินชื่ออาจารย์หมู ภาพแรกที่เรานึกออกคือร้านเฮมล็อก ที่จริงเคยเจอแกหลายที่ ต่างกรรม ต่างวาระ ทั้งสิ้นทั้งปวงก็เพียงผ่านๆ หรือแค่ทักทาย ไม่เคยเสวนายาวๆ เลยไม่สนิทเหมือนคุณที่ร่วมชีวิตกันยาวนานตั้งแต่เป็นนักศึกษา แปลกๆ ก็ตรงที่ได้ยินชื่อนี้ทีไร เรานึกถึงเฮมล็อกทุกที คงเพราะเจอแกอยู่เรื่อยๆ ที่นั่น (เหมือน อ.เสก ในช่วงหนึ่ง / โต๊ะตัวเดิม, ในสุด ติดเคาน์เตอร์) เอาเข้าจริงเราก็ไม่ใช่ลูกค้าขาประจำของพี่เนตร เพียงแต่ทำงานอยู่แถวนั้น ตั้งแต่ ผู้จัดการ, open กระทั่ง GM ซึ่งอยู่ถนนพิชัย จนถึงยุค WRITER นางเลิ้ง แต่มันคล้ายสายลมอะไรสักอย่างที่พัดพา ว่ายเวียน หอบหิ้วกันมาสาละวนละแวกถนนพระอาทิตย์ตลอด

หนังสือเล่มแรกของเรา –เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง จัดงานเปิดตัวที่ร้านเฮมล็อก 2002

กรกฎาคม 2018 เรากับพี่ต้อ บินหลา จัดงาน 100 ปี ชาตกาล ครูไพบูลย์ บุตรขัน วาระที่สำนักพิมพ์ไรท์เตอร์นำหนังสือ ‘คีตกวีลูกทุ่ง’ ที่เขียนโดย วัฒน์ วรรลยางกูร มาพิมพ์ใหม่ งานได้น้ำได้เนื้อ คนแน่นร้าน (วาด รวี ที่ปกติไปไหนอยู่ไม่นานนัก ก็อยู่จนดึก) แต่ก็ตั้งแต่คืนนั้นแหละที่เราไม่ได้กลับไปร้านเฮมล็อกอีกเลย อย่างที่บอก พอคุณพูดถึงอาจารย์หมู ภาพของร้านสะอาดๆ กระจกใสๆ เพลงคลาสสิกเบาๆ รูปเขียน นักท่องเที่ยวฝรั่งคุยกันสงบเงียบ แก้วไวน์ แสงไฟเหลืองนวลๆ ริมถนนใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา วูบวาบขึ้นมาในใจ (บางที จังหวะที่ใครสักคนผลักประตู–ที่แข็งๆ และเปิดยากนิดนึงนั่นน่ะ ก็จะได้ยินเสียงเพลงจากร้าน Jazz Happens แทรกเข้ามาด้วย)

เห็นรูปอาจารย์หมูนั่งริมทะเลพะงันแล้วก็นะ มันใช่จริงๆ มุมนั้น อาทิตย์อัสดงแบบนั้น เพิงเบียร์บ้านๆ ทำเลกินดื่มที่มีเสน่ห์ที่สุดของเกาะ ดูกลมกลืน เข้าที่เข้าทาง สบายเนื้อสบายตัว เหมือนวันเวลาและเรื่องราวร้อยพันที่เกิดขึ้นในร้านเฮมล็อก

อาจไม่ได้ตั้งใจหรอก แต่ชีวิตมักมีเรื่องแบบนี้ บางช่วงพัวพันเสพติดอยู่กับสถานที่หนึ่ง กับผู้คนกลุ่มหนึ่ง ซึ่ง ณ ขณะที่เกิดขึ้นไม่มีใครสักคนจินตนาการได้เลยว่าเพียงไม่นาน วัตรปฏิบัติหรือรูปรอยความเคยชินอันอบอุ่นคุ้นเคยเหล่านั้นจะหายไปคล้ายไม่เคยมีอยู่ วันหนึ่งพอย้อนมาทบทวน คิดถึง อยากจะเจอกันอีก ทำแบบนั้นอีก แต่หลายอย่างผ่านแล้วก็ใช่ว่าจะย้อนเวลากลับไปรู้สึกเหมือนเดิมได้ ทั้งๆ ที่เป็นสถานเก่า เราก็คนเดิม เคยนั่งรถเมล์ผ่านบางครั้งก็ยังชะเง้อมอง ลังเล จะลง แต่ก็รั้งรอจนรถเลยป้าย

เหมือนพะงันแหละเราว่า เฮมล็อกและถนนพระอาทิตย์เป็นฉากและชีวิตที่น่าเขียนนวนิยายที่สุด

8 ปีที่เราห่างหายไปจากเฮมล็อก แต่ 5 ปีที่คุณอยู่พะงัน เราไปมากี่ครั้งแล้วนะ สามหรือสี่.. ไปแต่ละทีก็เกินครึ่งเดือน จากจดหมายฉบับแรกที่คุณเล่าซึ่งเราคิดภาพตามไปกับตัวหนังสือ จนถึงวันที่มีโอกาสเดินทางไปเจอตัวละครตัวเป็นๆ ด้วยตาตัวเอง นั่งกินเบียร์กินกาแฟด้วยกัน โดยเฉพาะแดเนียลอาวุโสที่มีภูมิลำเนาเดียวกับปิกัสโซ อดีตนายแบงก์ผู้มีกล้องถ่ายรูปเป็นอวัยวะที่ 33 รายนั้นนอกจากพาเราเข้าสู่วงการเปตองและชุมชนฝรั่งเศส วันดีคืนดี เขาและเพื่อนขับรถมาเยือนถึง จ.น่าน (น้ำท่วมปีก่อน เขาก็ช่วยสมทบทุนซ่อมบำรุงห้องสมุด)

อำนาจวรรณกรรมมีหรือเปล่าไม่รู้แหละ แต่อำนาจจดหมายจากเกาะพะงัน มันพาเราไปค้นพบโลกใบใหม่ในอีกหลากหลายแง่มุมที่ยังไม่มียูทูบเบอร์คนไหนถ่ายทอดบอกเล่า เหมือนที่เราคุยกันบ่อยๆ ว่ามันควรต้องจดบันทึกว่ะ ผู้คนที่นี่ ตัวละครแบบนี้ เราจะปล่อยให้พี่พรแห่งบาร์ลี้ลับเป็นตำนานลี้ลับที่สั่นสะเทือนหัวใจวัยหนุ่มเฉพาะกลุ่มเล็กๆ ไม่ได้หรอก พายุ สายน้ำเชี่ยว ความโดดเดี่ยวอันแข็งแกร่งระดับนี้สมควรถูกวิเคราะห์ ศึกษา บอกต่อ

เออ ล่าสุดตอนนี้พี่เขายังไม่ถึงพะงันเลยนะ เห็นแปะ Days 74 แล้ว แต่ยังอยู่นครสวรรค์ คิดดูว่าจากที่มานอนบ้านเรา จ.น่าน ตอนนั้นครบเดือนพอดีที่ขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นมาจากพะงัน ตอนนี้สองเดือนกว่าแล้ว ยังเพลิดเพลิน หลงใหล เลาะตะเข็บชายแดน แสวงหาเส้นทางใหม่ๆ ที่คนอื่นไม่นิยม ทางทั้งรูปธรรมและนามธรรม ลูกพี่เขามีเส้นสายลายเซ็นเฉพาะ แน่วแน่ และ Unique สุดๆ ..ไม่มีคุณช่วยชักนำชี้เป้า ก็นึกไม่ออกว่าจะไปเจอฮิปปี้ยุคเอไอแบบนี้ได้ที่ไหน

สามปีแล้วจริงๆ ที่เราหยุดพัก nan dialogue และนั่นก็เป็นสามปีที่ไม่ได้อ่านโลก อ่านคน อ่านประสบการณ์ของคุณที่ ‘ประเทศพะงัน’ อีก มันจะเหมือนร้านเฮมล็อกมั้ยที่คิดถึง แต่ไม่ได้แวะ จากจดหมายรีเทิร์นฉบับนี้ (ที่ใช้ฟุตบอลโลกเป็นข้ออ้างข้างๆ คูๆ) คุณคิดเห็นยังไง ถ้าเราจะกลับมาแชร์เรื่องเล่ากันอีกครั้ง.


เกี่ยวกับผู้เขียน : จ๊อก (ชัยพร อินทุวิศาลกุล) เป็นคนทำโรงพิมพ์ที่สนใจศิลปะ วรรณกรรม และสังคมการเมือง เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเทศกาลหนังสือเล็กๆ หลายครั้ง ใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯ มานานปี วันนี้ตัดสินใจย้ายไปเป็นชาวเกาะพะงัน ทุกสัปดาห์เขาเขียนจดหมายมาคุยกับ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ บรรณาธิการ nan dialogue

You may also like...