ในห้องสีขาวโล่ง มีเพียงเตียงผู้ป่วย เครื่องมือการแพทย์ และสายระโยงระยางที่ตรึงเขาอยู่บนเตียงนั้น
“บนกำแพงมีนาฬิกาที่บิดเบี้ยวไหม”
ชายแก่พึมพำถาม เขาจ้องกำแพงเบื้องหน้า มันว่างเปล่า ปราศจากเครื่องบอกเวลา
“บนกำแพงมีนาฬิกาที่บิดเบี้ยวไหม”
กำแพงสีขาวนั้นว่างเปล่า ไม่มีปัจจุบัน ไม่มีอนาคต มีเพียงอดีตลอยอวลอัดแน่นอยู่ในห้อง ตึกผู้ป่วยเงียบสงัด
“ไม่มีนะพ่อ…ไม่มี”
สายตาของเขาว่างเปล่า เหมือนกำลังออกท่องอยู่ในโลกอื่น โลกที่เขาไม่เคยลี้ภัย โลกที่เขาไม่เคยป่วยอยู่ที่ฝรั่งเศส โลกที่เขาไม่ได้เจ็บออดแอดใกล้ตาย โลกที่ความทรงจำเป็นเรื่องสมมติ
“ที่นี่ที่ไหน” เขามองไปนอกหน้าต่าง กวาดตาหวังเจอฉากคุ้นตา
สายระโยงระยางที่เจาะทั่วผิวหนังแห้งเหี่ยวของเขาทำให้ฉันไม่อาจตอบเป็นอื่น “โรงพยาบาลในเบอร์ซ็องซง”
“ที่นี่ที่ไหน” เขาถามซ้ำเหมือนไม่ได้ยินคำตอบ
ฉันจ้องลึกไปในดวงตาคู่นั้น อยากกระโจนเข้าไปกระชากเขากลับมาไม่ว่าจากโลกไหนก็ตามที่เขาเที่ยวท่องอยู่ อยากตะโกนว่าเวลาของเราเหลือน้อยเต็มทน ฉันไม่อยากนับถอยหลังกับคนแปลกหน้าในร่างของเขา
ฉันจ้องลึกลงไป พยายามควานหาความทรงจำที่หลงเหลือ มันกระจัดกระจาย แตกหัก ชิ้นส่วนเก่ายังหลงเหลือเป็นชิ้นอัน ชิ้นส่วนใหม่เหมือนถูกบดขยี้เป็นผุยผงจนกอบคืนไม่ได้ หรือถ้าจะกอบคืนกลับมาได้ ฉันก็ไม่แน่ใจว่าเวลาที่เหลืออยู่จะเพียงพอ
หมอหนุ่มชาวฝรั่งเศสเชื้อสายเอเชียเคยสาธยายอาการของเขาให้ฉันฟัง เขาร่ายยาวว่ามีตรงไหนผุพังบ้าง เหมือนเป็นลิสต์ที่ไม่มีวันจบ ฉันถามเพียงว่า “ความทรงจำของเขาจะกลับมาเหมือนเดิมไหม” หมอบอกแค่ว่าเขาตอบไม่ได้ ต้องหาทางรักษาเรื่องหนักหนาก่อน ฉันรู้สึกเหมือนคนโง่ หมอแค่มาบอกว่าพ่อกำลังจะตาย หมอพยายามเต็มที่แล้ว ฉันทำได้แค่ทำใจ
ทุกวันใหม่ที่ฉันก้าวเท้าเข้าห้องพักผู้ป่วย พ่อจะถามซ้ำๆ ว่าเขาอยู่ที่ไหน เหมือนความทรงจำถูกกดรีเฟรช แล้วคำตอบที่ฉันป้อนเข้าไปใหม่ไม่ถูกบันทึก
เมื่อความตายมาประชิด เขาได้รับสิ่งที่หลายคนอยากมี… ความสามารถในการลืม แต่อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ลืมลูกตัวเอง

มนุษย์หลงลืมอยู่ตลอดกับเรื่องไม่สำคัญ ข้าวที่กินเมื่อวาน ใบหน้าเด็กปั๊ม สีรถยนต์คันข้างๆ ลายผ้าปูโต๊ะในร้านอาหาร
แต่กับเรื่องสำคัญ แม้อยากลืมก็เป็นไปไม่ได้ เรื่องชนิดที่เราใช้เวลาทั้งชีวิตในการใคร่ครวญ เรื่องที่เราเคยโกรธแค้น เรื่องที่เราตั้งเป้าหมายที่จะทุ่มเทชีวิต
ยิ่งคิดถึงการลืม เราจะไม่มีทางลืม แต่มันจะเกิดขึ้นหากเราไม่สนใจมันนานเพียงพอ
หากยิ่งค้นคว้าวิธีการในการลืม มีแต่จะยิ่งทำให้จดจำได้แม่น
เราลืมได้ไหมว่าเคยใฝ่ฝันอะไร เด็กน้อยลืมใบหน้าของพ่อแม่ได้ไหม พ่อแม่ที่ลูกตายในม็อบจะลืมได้ไหมว่าใครสั่งฆ่า ภรรยาที่สามีถูกอุ้มหายจะลืมได้ไหม ลูกที่เห็นศพพ่อลอยมาตามแม่น้ำโขงจะลบเลือนได้ไหม เราจะลืมไหมว่าเผด็จการเลวทรามอย่างไร เราจะลืมไหมว่าใครคือศัตรูที่แท้จริง
ฉันจ้องไปในดวงตาว่างเปล่าคู่นั้น ควานหาสิ่งที่เขาจะไม่ลืม
พ่อจะลืมไหมว่าเคยฝันใฝ่อะไร
พ่อจะลืมไหมว่ายามลำบากมีใครเคียงข้างบ้าง
พ่อจะลืมไหมว่าประเทศชาติทำกับคนอย่างพ่อไว้อย่างไร
พ่อจะลืมไหมว่าเรามาจากดินแดนใด
พ่อจะลืมไหมว่าตัวเองเป็นใคร
พ่อจะลืมไหมว่าเรามีชีวิตเพื่ออะไร

เขาผ่านทั้งชีวิตมาอย่างยากลำบากเพราะการจดจำได้ เรื่องที่เขาจดจำได้แม่นคือการต่อสู้ในวัยหนุ่มที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ ยามเมามายเขามักเล่าถึงเพื่อนที่ถูกฆ่าอย่างเคียดแค้น เขาไม่เคยลืมว่าเผด็จการฆ่าคนตายอย่างเลวร้ายแค่ไหน เขาไม่เคยลืมว่าประชาชนไม่เคยชนะ
ไม่ใช่แค่ไม่ลืม แต่จดจำแม่นยำเกินกว่าจะแกล้งทำเป็นลืม เพื่อหลบเลี่ยงแล้วมีชีวิตแบบไม่เดือดร้อน
การจดจำได้คือคำสาป บางคนใช้ชีวิตต้องสาปไปทั้งชีวิต เพราะไม่อาจลืมความฝันใฝ่ในวัยหนุ่มได้
เขาถูกสาปให้ทำสิ่งที่เชื่อไปทั้งชีวิต เหมือนการขุดดินไปเรื่อยๆ ด้วยหวังว่าจะเจอบ่อน้ำในสักวัน ขุดอยู่อย่างนั้น เหนื่อยก็หยุด รุ่งขึ้นก็ขุดใหม่ ทั้งที่ไม่รู้ว่าการลงแรงอันเหน็ดเหนื่อยจะให้ผลลัพธ์อย่างไร สิ่งเดียวที่ทำได้คือชวนให้คนอื่นมาช่วยกันลงแรง ต่อให้เขาขุดจนตายแล้วไม่เจอ อย่างน้อยคนอื่นก็อาจมีโอกาสพบบ่อน้ำในสักวัน
เขาไม่มีวันลืม ตราบใดที่มือยังจับจอบเสียมลงแรงอยู่อย่างนั้น
มนุษย์มักอยากจดจำแต่เวลาแห่งความสุข นาทีที่จับมือคนรักครั้งแรก วันที่สอบเข้าสำเร็จ เสียงลูกที่เรียกชื่อเราครั้งแรก แต่ความจำที่ฝังแน่นกลับเป็นเรื่องเลวร้ายทุกข์ทรมาน
พ้นไปจากความทรงจำส่วนตัว คือการจดจำความทุกข์ของคนอื่น คือการรับเอาความทรงจำของคนไม่รู้จัก แล้วเก็บไว้ในกล่องของเรื่องที่จะไม่ลืม
ประเทศชาติสำหรับบางคนจึงมีแต่ความทรงจำอันทุกข์ทรมานและเรื่องราวเลวร้ายที่ถ่ายทอดมาจากความทรงจำของเพื่อนร่วมสังคม
เราเก็บเกี่ยวความทรงจำขมขื่นนั้นเป็นเชื้อเพลิง สุมไฟไม่ให้มอดดับ และส่งต่อคบเพลิงให้คนอื่นออกไปมากเท่าที่ทำได้
นั่นทำให้เราไม่อาจลืมประเทศชาติได้ ไม่อาจลืมว่าเรามาจากดินแดนไหน ไม่อาจลืมว่าการต่อสู้ไม่เคยจบ ไม่อาจลืมว่าเราไม่เคยชนะ ไม่ลืมว่าใครคือศัตรูที่แท้จริง แม้กระทั่งในวันที่ถูกเนรเทศและความเจ็บป่วยกัดกินความทรงจำ

ฉันถาม “พ่อฝันถึงแม่บ้างไหม”
เขาหยุดจ้องกำแพง เหมือนเพิ่งกลับมาจากโลกที่ฉันไม่มีสิทธิ์เข้าไป
“ไม่เลย”
ฉันนึกจินตนาการถึงโลกใหม่ที่พ่อสร้างขึ้นบนเตียงผู้ป่วย ไม่มีแม่ ไม่มีฉัน ไม่มีพี่ๆ มีแต่นาฬิกาที่บิดเบี้ยว ม้าไม้ของเล่น หมาแม่ลูก ป่าอันห่างไกล ที่นั่นเขาเป็นใครอีกคนหนึ่งที่ไม่ต้องแบกรับความทรงจำที่โบยตีเขามาทั้งชีวิต
ฉันไม่รู้ว่าในโลกใบนั้น พ่อจะยังเป็นคนเดียวกับที่ฉันรู้จักอยู่ไหม หรือเป็นใครอีกคนที่ถูกปลดปล่อยออกจากความทรงจำของประเทศที่ผูกมัดและก่อร่างตัวเขามาตลอดชีวิต อาจมีแค่โลกใบนั้นที่เขาได้สัมผัสอิสรภาพเต็มที่และไม่ต้องแบกรับน้ำหนักของความฝันที่ก่อจากมโนสำนึก
ชั่วโมงเยี่ยมของฉันมักดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ ต่างจากชั่วโมงเยี่ยมของพี่ๆ ที่พยายามชวนเขารำลึกเรื่องสนุกๆ ในอดีตและร้องเพลงกันดังลั่นโถงทางเดิน ฉันฝีมือแย่มากในการกลบเกลื่อนความรู้สึก
บ่ายวันนั้นก็เป็นเหมือนเช่นเคย ฉันเดินวนดูความเรียบร้อยรอบเตียง ถามสารทุกข์ สลับกับแอบไปล้างหน้าเช็ดน้ำตาในห้องน้ำเป็นระยะ
พ่อเบือนหน้าหนีความทุกข์ที่ฉันแบกเข้ามาจนคับห้อง เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้านอกห้องผู้ป่วยสีฟ้าสดใส ลมปลายฤดูหนาวพัดเข้ามาชวนให้สดชื่น เสียงล้อรถไฟขยี้รางเหล็กแว่วมาจากที่ห่างไกล
แววตานั้นกลับเป็นประกายไม่เหมือนคนป่วยเมื่อนาทีที่แล้ว เขาถามด้วยเสียงลิงโลด “พ่ออยู่ที่ไหน เมืองกาญจน์หรือเปล่า”
แม่หมานมยานคลานออกมาจากใต้เตียงพร้อมร้องออดอ้อนในลำคอ นาฬิกาสีดำบนผนังเดินอย่างแผ่วเบาแต่มันบิดเบี้ยวจนบอกเวลาไม่ได้ ของเล่นไม้ลอยคว้างอยู่บนเพดาน
“ใช่พ่อ เมืองกาญจน์ พ่ออยู่ที่บ้านแล้ว”
เสียงหวูดรถไฟดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทิวทัศน์ว่างเปล่านอกหน้าต่างโรงพยาบาลกลับปรากฏภูเขาลูกหน้าบ้านของพวกเรา ต้นมะม่วงหน้าบ้านผลิดอกสะคราญรับการกลับมาอีกครั้งของเจ้าของบ้าน.

เรื่องโดย วจนา วรรลยางกูร
อ่านครั้งแรกในงาน ‘น่านโปเอซี’ ครั้งที่ 5 วันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2026 ที่ห้องสมุดบ้านๆ น่านๆ
เกี่ยวกับนักเขียน : วจนา วรรลยางกูร เกิดที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี พ่ออุ้มไปม็อบพฤษภาคม 1992 ตอนเธออายุแปดเดือน อดีตนักเรียนการละครและปรัชญา อดีตนักข่าวหนังสือพิมพ์ เจ้าของหนังสือ ‘เหตุการณ์ไม่สยบ’ (ชะตากรรมของสามัญชนในรัฐสามานย์)

