interview

เสียงเต้นของหัวใจคนทำบาร์ “ยืนที่นี่ ผมมั่นใจกว่าเวลายืนอยู่บนถนนอีก”

เปิดบาร์ ขายสุรามาหลายปี เขาบอกว่ายังไม่กล้าเรียกตัวเองว่าบาร์เทนเดอร์ เพราะไม่ได้รับการเทรน ไม่เคยผ่านคลาสค่ายไหน อาศัยความชอบล้วนๆ ชอบและหมั่นฝึกฝน ทดลอง

กิตติศักดิ์ นิกรพันธุ์ วัย 33 ปี จบมัธยมฯ ที่น่าน, เลือกเรียนนิติศาสตร์ รามคำแหง ได้ปริญญาแล้วกลับบ้าน เป็นลูกจ้างบริษัทรับเหมาช่วงสั้นๆ แล้วจับพลัดจับผลูเข้าสู่วงการไก่ไข่ ทำฟาร์มแบบฟูลไทม์อยู่สามปีเศษ ก่อนตัดใจจากลาและเลือกแลนดิ้งลงธุรกิจบริการ ทำงานอยู่กับแสงสีราตรี ในฐานะเจ้าของร้าน Stable Bar

ที่บอกว่าไม่เป็นบาร์เทนเดอร์ แล้วเป็นอะไร ?

“เป็นคนชงเครื่องดื่ม เป็นเพื่อนคุย คนคอยรับฟัง เป็นเหมือนเพื่อนคนนึง ลูกค้ามาคนเดียวครั้งแรกอาจไม่กล้าคุย สักพักแอลกอฮอล์ออกฤทธิ์เริ่มคุยสนุก”

เย็นย่ำบนโต๊ะวันนั้นไม่มีแอลกอฮอล์ ลองฟังกันว่าคนทำบาร์คนนี้คุยสนุกมั้ย, ใครต่อใครเน้นขายเบียร์ขายเหล้า ทำไมเขาเลือกเดินสายค็อกเทล, เปิดร้านใหม่ในจังหวะโควิดมาพอดี เขามีวิธีเอาตัวรอดยังไง และเกิดอะไรขึ้น ทำไมกรกฎาคมจึงเป็นเดือนแห่งน้ำตา ?

ทำไมคนเราถึงต้องดื่มเหล้า

ผมว่ามันไม่ใช่แค่ปัญหานะ เวลาอยากฉลองคนเราก็ดื่ม อยากเพลิดเพลิน ปลดปล่อย ในมุมผม เหล้าไม่ได้ดีหรือไม่ดี มันเป็นเครื่องมือหรือเครื่องช่วยในบางครั้ง ช่วยคลายความรู้สึก ตัวผมเองถ้าเครียด ก็จิบบ้าง พูดจริงๆ ว่าเมื่อก่อนก็ดื่มมาเยอะ แต่เวลาผ่านไปมันไม่ใช่แบบนั้น ไม่เน้นเอาเมาเหมือนตอนวัยรุ่น ทุกวันนี้ดื่มพอให้รีแลกซ์ ดื่มเพื่อเสพรสชาติ การเสพที่พอดีช่วยคลายอะไรสักอย่างในความคิด ไม่จำเป็นต้องเมา หรือยกชน ตะโกนหมดแก้วๆ ตั้งแต่ทำร้านนี้มาผมไม่เคยเจอลูกค้าบอกว่า ชนๆ หมดแก้ว หรือแม้แต่ตัวผมในฐานะคนขาย ผมจะไม่ถามว่าเอาเพิ่มอีกมั้ย ผมรอให้ลูกค้าสั่ง เพราะในใจเราไม่ต้องการมอมเมา เชียร์อีกแก้วมั้ยๆ ผมว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

พฤติกรรมการดื่มของคุณเป็นยังไง

อดีต หรือช่วงวัยรุ่น ผมดื่มเพื่อสนุก ดื่มหลังเรียนจบแล้ว เฉลี่ยก็อาทิตย์ละสามสี่วัน แต่จะเน้นสนุกยังไงก็ไม่เคยเมาถึงขั้นมีเรื่องมีราวหรือเกิดอุบัติเหตุ รู้ตัวว่าจะเมา ผมเบรก หรือถ้าเมามากก็หลับเลย (หัวเราะ) หรือให้เพื่อนพากลับ ..ผมโตมาจากสายเหล้า เบียร์ไม่ใช่ไม่ชอบ แต่รู้สึกว่าดื่มแล้วไม่สบายท้อง

ดื่มเหล้าอะไร

ได้หมด วัยรุ่นไม่มีโอกาสเลือกหรอกครับ หงส์ฯ แสงฯ มีอะไรว่าไป พอเริ่มสนใจเรื่องเหล้ามากขึ้น ผมพยายามดื่มให้หลากหลาย เราอยากรู้ว่าเหล้ามีอะไรบ้าง วิสกี้เป็นยังไง บรั่นดี เบอร์เบิน ก็ซื้อมาลอง ศึกษาก่อนมาทำร้าน ลองซื้อ ลองชิม เริ่มจิบเพียวๆ อยากรู้รส ช่วงนั้นน่าจะอายุประมาณยี่สิบหกยี่สิบเจ็ด หลังจากเมามาพอสมควรแล้ว เริ่มศึกษา ซื้อเหล้าแปลกๆ มาติดบ้านไว้

แล้วจุดไหนที่ทำให้นึกอยากทำร้านเหล้า

ปี ’61 ผมทำฟาร์มไก่ไข่ เย็น เลิกงาน เราไม่ได้อยากเมาเพราะต้องตื่นเช้า แค่อยากไปดื่มสักนิด กินข้าวและกลับบ้าน แต่ที่น่านมันไม่มีร้านแบบนั่งคนเดียวแล้วไม่เขิน จุดประสงค์ที่ทำบาร์ของผมคืออยากให้น่านมีที่รีแลกซ์ ไปแล้วไม่รู้สึกว่าเช้ามาต้องเหนื่อย เราอยากแค่มานั่งกินแก้วสองแก้วพอให้กรึ่มแล้วกลับไปพักผ่อน ตื่นมาทำงานต่อ สิ่งที่อยากให้มีแล้วมันไม่มี ก็เลยทำขึ้นมาเลย ร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิด Bitter Bar

ขายอะไร ร้านนั้น

บรรยากาศ หลักๆ เลยนะ เราอยากมีบาร์แบบนี้ โดยส่วนตัวผมอยากเป็นคนนั่งดื่ม ไม่ได้อยากยืนบาร์ อยากเป็นผู้เสพมากกว่าว่างั้น แต่กลายเป็นตัวยืน ก็สนุกดี ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ของเรา

ทำฟาร์มไก่นานมั้ยก่อนไปบาร์

เกือบๆ สี่ปี มีเพื่อนชวน ก็เลยลอง ที่จริงก็ทำงานบริษัทอยู่ ควบสองอย่าง ต่อมาต้องดูแลไก่เยอะ ยิ่งมาเจอไข้หวัดนก เจอเรื่องไข่จากที่อื่นเข้ามาที่น่านมากขึ้น ผมเคยสู้ด้วยการเพิ่มสเกลจากพันตัวเป็นเกือบจะสองพัน แต่สุดท้ายมีปัญหาว่าต้องย้ายพื้นที่ งบไม่พอ แล้วไหนจะเจอเรื่องที่คิดไม่ถึงคือย้ายไก่ปุ๊บ ไก่ไม่ไข่อยู่ประมาณสองเดือน เราก็ติดลบทันทีเพราะจ่ายค่าอาหารทุกวัน โอเค พอเริ่มไข่ ได้เงินกลับมา ทยอยเคลียร์หนี้เก่า แต่มันก็หนักอยู่ ดูแลคนเดียว เต็มที่กับมัน ใช้ชีวิตอยู่สวนตั้งแต่เช้าถึงเย็น ผมเลิกไปก่อนมาทำบาร์ คุยกับพี่คนหนึ่งว่าอยากมีร้านแบบนี้ๆ ให้เขาทำ เพราะแต่เดิมผมไม่ได้อยากทำ คุยไปคุยมาเขาชวนหุ้น และเลยเถิดกลายเป็นคนยืนบาร์ โอเค ไม่ปฏิเสธ ได้เจอผู้คน พูดคุย ช่วงแรกก็ไม่เข้าใจเท่าไรว่ามันคืออะไรแน่ แค่สนุกไป

ผลประกอบการถือว่าสำเร็จหรือเปล่า

โตขึ้นได้เรื่อยๆ นะ แต่ต่อมาเป็นปัญหาภายใน หุ้นเยอะขึ้น จากสามเป็นเจ็ด เรื่องก็เยอะขึ้น ผมเลยออกมาทำเองดีกว่า สบายใจ ทำคนเดียว ไม่มีหุ้น อย่างตึกนี้ผมก็หาเอง เจอแล้วมองภาพได้ง่าย บาร์อยู่ยังไง ทรงยังไง ชอบ เช่าทั้งสามชั้นเลย บิวต์เอง เพราะงบฟิกซ์มาก เอารถไปรีไฟแนนซ์ ทำเสร็จ ร้านยังไม่ทันเปิด เจอโควิด ห้ามขายแอลกอฮอล์สามเดือน ผมนอนไปเฉยๆ เลย ยังดีผมตัวคนเดียว ไม่มีลูกเมีย บางวันเราไม่กินก็ได้ หรือบางทีตันๆ ก็ขอแม่บ้าง ช่วงไม่มีจริงๆ ใช้ชีวิตแบบนั้นสองสามเดือน ประคองไป เริ่มขายกรกฎาฯ แต่ขายได้สามสี่เดือนก็เจอคำสั่งห้ามขายอีก โควิดรอบสอง ต้องปิดอีกสองเดือนมั้ง จำไม่ได้ มันหลายรอบ ค่าเช่า ผมขอเจรจาจ่ายครึ่งหนึ่งก่อนได้มั้ย เปิดร้านได้ค่อยเคลียร์ เขาโอเค เพราะทุกคนมันเจอกันหมด พูดจริงๆ ช่วงโดนคำสั่งปิดร้านตอนหลังๆ มีแอบขายบ้าง ยอมเสี่ยง ไม่งั้นเราก็ตาย

stable bar ตั้งใจขายอะไร

ผมอยากให้คนเข้ามาแล้วรีแลกซ์ ไม่เน้นให้ดื่มจนเมา อยากให้ผ่อนคลาย ออกไป ไปต่อได้ หรือบางคนมีเรื่องอะไรมา เรารับฟังได้

มีชื่อเรียกมั้ย บาร์แนวนี้เรียกสไตล์อะไร

ไม่เคยเรียก ผมทำอะไรตามใจ อยากได้แบบไหน ทำตามนั้น ข้อเสียคือเราต้องอดทนมาก เราไม่ได้เงินเยอะ เพราะไม่ดันขาย ยอดจะไม่เยอะเท่าร้านที่เชียร์ขาย ผมยอมรับจุดนี้เพราะเป็นสิ่งที่เลือก คืออยากให้ลูกค้ามาแล้วสบายใจ ต่อให้ไม่คุยกับใครก็ได้นั่งคิด รีแลกซ์ก่อนออกไปใช้ชีวิตต่อ

ตั้งชื่อแบบนี้มีความหมายแฝงอะไรมั้ย

stable คนแปลกันหลายแบบนะครับ บางคนว่าคอกม้า เสถียร มั่นคง สำหรับผมคือหนักแน่น บอกตัวเองแบบนี้ จากที่เก่า เรายังเลือกทำต่อ หนักแน่นที่จะทำ ตั้งไว้เตือนตัวเองว่าจะเดินไปให้สุด

สินค้าและบริการมีอะไรบ้าง

ค็อกเทลเป็นหลัก ลูกค้าบอกอยากกินประมาณนี้ๆ เราทำให้ ค็อกเทลเป็นเรื่องของคนชอบ เหมือนอาหาร บอกไม่ได้ว่าตัวนี้ดีที่สุด แต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน เรามีหน้าที่นำเสนอ สปิริต, ลองดริงค์, คลาสสิก คงความเป็นเหล้าตัวนั้นๆ ไว้และอาจจะทวิตนิดนึง บิดรสให้เป็นไปตามที่เราอยากให้เป็น บาร์แต่ละที่ รสชาติไม่เหมือนกัน อยู่ที่ความต้องการของเรา

ตัวไหนป๊อปสุด หรือนำเสนอบ่อยๆ

เนโกรนี่ ผมชอบนะ แต่ถ้าลูกค้าดื่มสปิริตได้ หรืออยากลอง เราชงให้ ถ้าชอบ โอเค ถ้าไม่ ก็อาจจะเกลียดไปเลย (หัวเราะ) ค็อกเทลยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนน่าน ที่เห็นๆ ตอนนี้ก็มีอยู่สองร้าน

พวกขาประจำ มาถึงสั่งชื่อตัวนั้นตัวนี้เลย มีมั้ย

มี, แต่ถ้ามาแบบไม่รู้ เขาถามเรา หน้าที่ผมคือแนะนำให้ อยากดื่มประมาณไหน ลองกันดู อาจจะเริ่มจากตัวง่ายๆ ทั่วไปตามเมนู ดรายมาร์ตินี่, เนโกรนี่ หรือโอลด์แฟชัน หรือวันไหนเขาอยากเปลี่ยน คุณบอกความต้องการมา เดี๋ยวเราพลิกแพลงให้ จะได้เรียนรู้ไปด้วยกัน บางคนอาจเคยเห็นคลาสสิกเมนูพวก มาร์การิต้า, จินโทนิก, ไหมไทย มาถึงสั่งเลย แต่รสชาติอาจไม่ใช่อย่างที่เขาคิด บางคนกินแล้วไม่ชอบ งั้นบอกมา เราจัดให้

ไปเรียนมาจากไหน

ผมฝึกเอง ไม่ได้เรียน ไม่เคยผ่านคลาสที่ไหน อัตราส่วนเท่านี้ อิงจากสูตรเดิมๆ ก่อน ค่อยมิกซ์ไป ชิมไป อยากได้ยังไง ปรับ โดยคงมาตรฐานเหล้าเดิมไว้ ไม่มีครูตัวต่อตัว เริ่มเข้าบาร์ต้นปี ’61 ก็ฝึกที่บาร์เลย หาข้อมูลโดยเริ่มจากศูนย์

จากวันนั้นถึงวันนี้ปี ’65 ถือว่าถ่องแท้ เข้าใจศาสตร์ค็อกเทลลึกซึ้งหรือยัง

ยังส่วนน้อยนะครับ เหมือนทำกับข้าวกินเองได้ ความรู้ไม่เยอะ ค็อกเทลมันซับซ้อนอยู่เหมือนกัน ถามว่ามีอย่างอื่นที่เราอยากเล่นมั้ย ยังมีอีกเยอะ หรือแม้แต่เหล้าดีๆ เราก็อยาก ปัญหาคืออยู่จังหวัดน่าน ผมไม่กล้าขายแพง ร้านก่อนตอนแรกเริ่มที่ 69 บาท ด้วยความไม่มั่นใจของเราด้วย เลยยอมเล่นเกมราคาไปก่อน แต่พอเรารู้ และย้ายที่มาร้านนี้ ราคาก็ขยับขึ้นมาให้พอเลี้ยงตัวเองได้ มีกำไรแบบไม่แพงเกิน ลูกค้าสบายใจจะจ่าย

สี่ห้าปียังไม่เชี่ยวชาญ คิดว่าต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะเอาอยู่ หรือเป็นเลิศกับมัน

ผมไม่คาดหวังไว้เลย ไม่ตั้งเป้ากับตัวเอง รู้แค่เราไม่หยุด ผมไม่คิดเรื่องไปประกวด ผมชอบอยู่ในที่ของผม

วันหนึ่งข้างหน้าอาจจะประกวดมั้ย 

ไม่รู้ ธรรมชาติผมไม่แพลนไกล ไม่แข่งขันกับใคร คือเราโฟกัสหลายจุดด้วย ทำร้านมันมีหลายเรื่อง บริหารภาพรวม ก็ใช้แรงเยอะอยู่ พยายามค่อยๆ คิดไปทำไปปีต่อปี ระยะยาววางไว้บ้าง แต่ไม่คาดหวังสูง เพราะเราคาดเดาอะไรยากจริงๆ

สินค้าหลักคือค็อกเทล แล้วถัดมา..

ก็เป็นเบียร์ แต่ยอดค็อกเทลนำเบียร์เสมอ ประมาณแปดสิบต่อยี่สิบ ผมชัดเจนที่จะเป็นแบบนี้ ขายเบียร์ประมาณสิบยี่ห้อ แบรนด์ทั่วๆ ไปที่คนรู้จัก มีไว้พอให้เลือก ราคาไม่เกินสามร้อย ส่วนค็อกเทล สตาร์ทที่ร้อยห้าสิบไปจนถึงสองร้อยห้าสิบ

ทำไมถึงมาต่อสู้ในเส้นทางนี้ ทางใหม่ ทางที่มีลูกค้าไม่มาก ?

ใหม่มั้ย ผมไม่แน่ใจนะ ก่อนนั้นจังหวัดน่านอาจเคยมีบาร์ค็อกเทล อาจจะ หรือมีคนพยายามทำบาร์มาบ้าง โอเค เป็นคนกลุ่มน้อย เลือกทางนี้เพราะผมอยากทำ อยากให้มีสถานที่แบบนี้ อยากไปนั่งกินเองว่างั้นเถอะ (หัวเราะ) แต่ทุกวันนี้กว่าจะได้นั่งก็หลังร้านปิดแล้ว กินแก้วนึง กลับบ้าน

ตอนดูแลลูกค้าอยู่นี่คือไม่ดื่ม ?

ไม่ดื่มครับ หรือมีจิบๆ บ้างบางวัน แต่หลังห้าทุ่มไปแล้ว ทำร้านใหม่ๆ เคยดื่ม และผมว่ามีผลเสียหลายอย่าง เลยไม่ดื่มดีกว่า อยากดื่มก็รอวันหยุด เข้ามานั่งคนเดียว ผมค่อนข้างอินโทรเวิร์ตนิดนึง

เลือกทางยากแล้วก็ตลาดเล็ก คุณคิดว่าจะเอากับมันแค่ไหน

ผมทำทีละอย่าง เมื่อไรที่รู้สึกโอเค เดินได้ ผมอาจจะมีเพิ่ม แต่ไม่ทิ้งที่นี่ เพราะเดินมากับมัน เหนื่อยพอสมควร โควิดมันหนักเอาเรื่อง แต่ยังไงก็ผูกพัน เราออกแบบมันมา ทำมัน เห็นทุกอย่าง ผมจะไม่ทิ้ง ถามแง่ธุรกิจจริงๆ บางคนบอกควรเซ้งไปได้ตั้งนานแล้ว เพราะติดลบเยอะช่วงเปิดร้านไม่ได้ แต่เราจะเดินต่อ อยากให้มีอยู่ ปีหน้าอยากมีเพิ่มอีก อาจจะไปแพร่ หรือลำปาง กำลังศึกษา ประชากรน่านมีเท่านี้ อยู่ได้ แต่ไม่โตหรอก

ตอนนี้อยู่ในสถานการณ์ไหน

เคลียร์หนี้เก่าไปเก้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว เรียกว่าตัวเลขเริ่มเป็นปัจจุบัน ตอนนี้อยากเพิ่มเมนูของกินเล่น ครัวใกล้เสร็จแล้ว เหลือเซ็ตคน อยากมีกับแกล้มง่ายๆ ให้กินบ้างระหว่างดื่ม เพราะที่ผ่านมาลูกค้าต้องไปหากินที่อื่นมาก่อน เราไม่มีอะไรให้กินเลย ต้องขอบคุณลูกค้าทุกคน เขากินข้าวที่อื่นแล้วมูฟมา ทั้งที่มีหลายร้านที่จบได้เลยทั้งข้าวทั้งเหล้า แต่เขายอมย้ายมาหาเรา มาด้วยตั้งใจจริงๆ

ชีวิตคนทำงานร้านเหล้า อยู่กับคนเมาทุกวันน่าเบื่อมั้ย

ผมชอบนะ มีอะไรให้ทำเรื่อยๆ เลยไม่เบื่อ อยู่ข้างนอกบางทีเบื่อก็มาเปิดร้านนั่งอยู่คนเดียว กลางวัน ทำงานของเราไป ช่วงก่อนบางทีไหลไปดึกตีสองตีสาม กว่าจะนอนก็เช้า ทุกวันนี้ไม่เกินตีหนึ่งพยายามเคลียร์ร้านให้จบ กลับบ้าน ไม่งั้นลาม นอนไม่หลับ ผมเป็นคนนอนยาก พยายามปรับอยู่ ยังไงตีสองต้องหลับ ตื่นเจ็ดแปดโมง ฝึกใช้ชีวิตกลางวัน ตั้งแต่ทำร้านมา ถ้าไม่นับโควิด ผมแทบไม่ได้ใช้ชีวิตกลางวันเลย แม้แต่ร้านกาแฟ บางทีผมไปถึง เขาจะปิดร้านแล้ว ชีวิตผมเสียส่วนนั้นไปนาน เลยอยากกลับไปอยู่กับกลางวันให้มากขึ้น อยู่บ้าน ช่วงเช้า ออกมาร้านกาแฟบ้าง เจอผู้คนบ้าง ลองเปลี่ยนตัวเอง หรือแม้แต่อ่านหนังสือ ดูหนัง ช่วงก่อนเราไม่ได้ทำเลย เสียสุขภาพไปเยอะเหมือนกัน มันเป็นงานที่ต้องแลก

นับเป็นอาชีพในฝันมั้ย

ไม่ใช่หรอก ผมจบกฎหมาย ก็อยากเป็นทนาย เป็นอัยการ เคยฝันแบบนั้น แต่เปลี่ยนไปนานแล้ว ไม่ชอบความรูทีน เข้าเช้าออกเย็น ผมอยู่แบบนั้นไม่ได้ เป็นคนอยู่ในกรอบไม่ได้ อึดอัด ค่อนข้างทำอะไรตามใจหน่อย กับอาชีพนี้พอได้ทำก็ชอบ ได้เจอ ได้แลกเปลี่ยน มีมิตรภาพดีๆ เพิ่มขึ้น วันไหนร้านไม่ยุ่ง คนมานั่งบาร์ คุยกัน ก็ได้น้องเพิ่ม ได้พี่เพิ่ม ร้านนี้เดายาก ศุกร์เสาร์บางทีเงียบ คนเยอะวันธรรมดา ไม่แน่นอน

กังวลสายตาสังคมมั้ย ทุกวันนี้เขามองคนขายเหล้ายังไง

แล้วแต่คน ผมไม่ค่อยสนใจ เอาว่าโดยจุดยืน ผมขายของแบบไม่มุ่งทำให้คนคนหนึ่งกินจนเมา หรือมีผลแย่กับเขา คือมันมีอยู่แล้วกับคำคนที่บอกว่าธุรกิจนี้มอมเมาผู้คน หรือแม้แต่กินเหล้าก็ไม่ดี

แล้วตอบเขายังไง

มอมเมามั้ย ผมไม่เคยเร่งเร้ากดดันหรือคะยั้นคะยอ เอาเท่าที่สบายใจจะดื่ม หรือแม้แต่ถ้าคุณเมา ที่ร้านผม คุณนั่งอยู่ก่อนได้ ผมชงชาร้อนๆ ให้เลย ผมมีสิ่งที่ยึดถืออยู่ เมา เรารอได้ จนรู้สึกโอเคค่อยกลับ เรามีแนวทางของเรา เคยมีครั้งหนึ่งที่รู้สึกผิด ตอนทำร้านเก่า มีน้องคนนึงมาดื่ม เมา ขับรถชน โชคดีเขาไม่เป็นไร ผมถามตัวเองว่าถ้าวันนั้นน้องเขาเป็นอะไร ผมอาจเลิกอาชีพนี้เลยก็ได้นะ อาจจะไม่ทำมันอีก ฉะนั้น สิ่งที่ผมทำได้คือต้องระวังให้มากขึ้น คุณเมา นั่งเล่นก่อน กินน้ำกินชาไป

ขณะที่ขายของก็ต้องดูแลลูกค้าด้วย ช่วยเซฟ ?

ใช่, ผมว่ามันดีกว่าการมากิน จ่ายเงิน จบ แล้วคุณเป็นอะไรก็เรื่องของคุณ มันขาดความรับผิดชอบไปหน่อย

บาร์ เป็นธุรกิจที่น่าทำมั้ย หาเงินง่าย ?

ถ้ามีแพสชั่น ผมว่าเป็นเส้นทางที่ดี สนุก ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ได้ความรู้ ได้เพื่อน เรื่องกฎหมาย เราพยายามไม่ผิดเอาไว้ดีกว่า ร้านนี้ชัดเจนว่าเด็กเข้าไม่ได้ ซีเรียสและไม่อนุโลมเพราะแค่อยากได้เงิน เคยมีครั้งหนึ่งที่ผมยอม แม่พาลูกสาวเข้ามา กำลังจะเข้ามหาลัยมั้ง อยากให้ลูกลองเรียนรู้ กินไปสามแก้ว จบ (หัวเราะ)

กินกับแม่ ?

ไม่ๆ แม่นั่งรอเป็นเพื่อน มีเคสเดียว ก็แปลกดี ..เรื่องที่มีปัญหาสำหรับคนทำบาร์คือช่วงเวลา ผมว่าไม่เมกเซนส์ กฎหมายยังไม่สอดรับกับคนทำธุรกิจ ประเทศเจริญแล้วเป็นหน้าที่บาร์เทนเดอร์ที่จะดูลูกค้า ไม่ตามใจมาก หรือถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เราแย่ ฉะนั้น เราระมัดระวัง น่าปรับแก้กฎหมายบ้าง ขยายเวลาการขายออกไป หรือแม้แต่เรื่องกลั่นเหล้า ผมชอบดื่มจิน มันน่าเปิดกว้างได้แล้ว กฎหมายเราห้ามกลั่นซ้ำ เลยไม่สามารถทำจินได้ในเมืองไทย

ลูกค้าหลักๆ ของร้านนี้คือใคร

ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร พนักงานแบงก์ หมอ พยาบาล จริงๆ ข้าราชการก็ไม่เยอะ ส่วนใหญ่เป็นคนทำธุรกิจซึ่งช่วงไฮซีซันจะไม่ว่างเจอกันเท่าไร หน้าโลว์ก็พอได้คุย

ฝืนใจมั้ยที่ต้องคุยกับคนแปลกหน้าทุกคืน

เป็นหน้าที่ ช่วงแรกก็ฝืดๆ หน่อย แต่ทำไปนานๆ แล้วสนุก ได้เพื่อนต่อเพื่อน ยกเว้นบางวันที่เรานอนน้อย คนชวนคุยก็อาจจะเงียบๆ หน่อย ไม่ค่อยโต้ตอบ (หัวเราะ) โดยรวมผมว่าผมได้อะไรจากวงสนทนาเยอะ

ได้อะไร

มุมมองใหม่ๆ ประเด็นที่คุยหลากหลาย กลุ่มลูกค้าหลากหลาย เราได้แลกเปลี่ยน ผมมองงี้ คุณว่าไง วันที่ได้คุยลึกๆ มักเป็นช่วงหัวค่ำ ไม่ก็ตีหนึ่งตีสอง ที่จะเกิดบทสนทนายาวๆ ได้เห็นความคิดคน ประสบการณ์ต่างกันอยู่แล้ว เรามีบางสิ่งในใจ แต่ได้เพิ่ม บางครั้งคนที่มีทุกข์ สิ่งที่เขามองไม่ออก ยังไม่เจอทางออก ระหว่างทาง เหล้ามันช่วยเยียวยา คนมีปัญหามาคุยเพราะเขาอยากระบาย กินแล้วได้ระบาย ผมว่าเป็นเรื่องดี ดีกว่าเก็บไว้ทำร้ายตัวเอง บางเรื่องคุยกับคนใกล้ตัวไม่ได้ก็มาปลดปล่อยกับเรา 

นอกจากชงเหล้าก็รับฟังการระบายไป ?

มีเรื่อยๆ ทั้งเรื่องธุรกิจ ผมจะทำอะไรดี ที่น่าน คนเพิ่งย้ายมาจากกรุงเทพฯ เขาอยากฟังคนพื้นที่ หรือเรื่องความรัก อกหัก พ่อแม่ป่วย ..หลักๆ บนบาร์ก็เรื่องความสัมพันธ์นั่นแหละ ชีวิตปกติพูดกับคนแวดล้อมไม่ได้ แต่พอเมาก็พูดได้กับคนที่ไม่รู้จัก

แบบนี้คนรับฟังต้องมีจรรยาบรรณอะไรมั้ย 

ใช่ๆ อาจจะเรียกว่าแบบนั้น มันคือสิ่งที่เรารู้ แต่พูดไม่ได้ ต้องเหยียบๆ ไว้ เจอบ่อยเข้าผมจัดการด้วยมุมมองว่า ผมฟังได้ ปรึกษาได้ แต่จบแล้วก็จบ มันไม่ใช่เรื่องของผม ผมจะตัดออกจากสมองไปเลย เพื่อที่จะไม่เอามาพูดต่อ หรือถ้าพูด จะพูดแค่เคส ไม่บอกว่าเป็นใคร 

เหนื่อยมั้ยที่ต้องรับฟังเรื่องรักบนบาร์บ่อยๆ

สนุกนะ (หัวเราะ) ผมชอบฟัง เพราะเราได้เห็นชีวิตที่ไม่ซ้ำ ผมชอบคุยแบบมีคำถามกับพี่คนหนึ่ง อะไรคือจริง หรือไม่จริง ดีหรือไม่ดี เป็นคำถามที่คิดและคุยกันได้ยาวสองสามชั่วโมง ต่อให้ไม่กินเหล้า ก็คุยสนุกดี ทำนองแบบ.. วินาทีที่ผ่านมามันจริงมั้ย มุมมองเขาว่าไง ศาสนาก็คุย แต่การเมือง กับคนที่เราไม่รู้จักเขาก็เลี่ยงดีกว่า ที่แคบๆ บนบาร์ เรื่องราวอารมณ์มันหลากหลายมาก 

เรื่องรักมาเป็นอันดับหนึ่งมั้ย

ผมว่าใช่นะ มนุษย์กับความสัมพันธ์ มันคุยไม่จบ

มีมั้ย มากินเหล้าแล้วนั่งร้องไห้

ประจำ (หัวเราะ) ผมมีหน้าที่ยื่นกระดาษทิชชู่ให้ บางคนนั่งกินยังไม่ถึงครึ่งแก้ว เขารู้สึกอยากร้อง ก็ร้องออกมาเลย ส่วนใหญ่นั่งบาร์ แต่มุมห่างๆ กับผมหน่อยนะ ไม่ใช่มานั่งตรงหน้าแล้วร้องไห้ มองไป เอ้า เป็นไร เราพยายามช่วยคุย เชื่อมั้ย เดือนกรกฎาฯ ที่ผ่านมา ผมลองนับกับตัวเอง เจอประมาณเจ็ดคนได้

ขนาดนั้นเลย ?

จริงๆ ผมยังงง เฮ้ย เดือนอาถรรพณ์อะไรมั้ย ทำไมคนมาร้องไห้เยอะ 

เดือนแห่งน้ำตา ?

ไม่รู้ กำลังดูสถิติอยู่ กรกฎาฯ พีกสุด บางคนเครียดเรื่องงาน ร้องไม่ใช่เพราะรักทั้งหมดที่ทำให้เขากดดัน บางคนเครียดเรื่องที่บ้าน

มาคนเดียว ?

ใช่, หรือบางคนมากับคนอื่น เพื่อนบิ๊วต์ไปมา ร้องไห้ก็มี ซึ่งนั่นก็คือสถานการณ์ร้านเหล้าปกติ แต่บนบาร์ส่วนใหญ่มาคนเดียว

แล้วความรักที่เกิดขึ้นที่นี่ล่ะ เคยเห็นมั้ย

มีครับ ที่เห็น ชัวร์ๆ เลยประมาณสามคู่ กรณีอื่นผมไม่รู้ เขาอาจแค่แลกไลน์คุยกัน ส่วนใหญ่คนที่รู้จัก เราถึงรู้ ..บาร์มันเปิดกว้าง ใครก็มาคนเดียวได้ บางเรื่องเขาไม่อยากคุยกับคนรู้จัก กลายเป็นว่าคุยกับเราได้ ก็ดีนะ

เป็นธรรมชาติหรือยังกับการงานที่ต้องยืนอยู่ตรงนี้ อยู่กับคนแปลกหน้าทุกค่ำคืน

เอาจริงๆ ผมมีสองพาร์ท อยู่ร้าน ผมประมาณนี้ กับคนสนิท ประมาณนี้ กับอีกพาร์ท ที่ก็เหมือนมนุษย์ปกติที่บางทีอยากตัดทุกอย่าง อยากอยู่กับตัวเอง ไม่อยากพูดคุย ถามว่าฝืนมั้ยทุกวันนี้ ก็ไม่ ผมสนุกกับสิ่งที่ทำ ยืนที่นี่จนเป็นธรรมชาติ ผมมั่นใจกว่าเวลายืนอยู่บนถนนอีก ระหว่างข้างนอกกับในบาร์ ที่นี่เราเป็นตัวเราได้มากกว่า เพราะมันเป็นโลกของเรา พื้นที่ของเรา จากช่วงแรกที่เขินๆ ไม่กล้าคุย พออยู่ไป เจอคนมากขึ้นเริ่มปรับ สงสัยเจอคนร้องไห้บ่อย (หัวเราะ)

เห็นคนร้องไห้ ปลอบเป็นมั้ย

ผมเป็นคนที่ปลอบไม่เป็น ผมทำได้แค่ยื่นทิชชู่ แล้วสักพักค่อยไปคุย ผมค่อนข้างแข็งกับเรื่องความรู้สึก เราทำตัวไม่ถูกดีกว่า เวลาเห็นคนร้องไห้ ผมไม่ไปตบหลังจับไหล่ แค่ดูจังหวะ หรือพยายามชวนคุย เผื่อเขาอยากระบาย แม้แต่กับแฟน ถ้าเขาร้องไห้ ผมแค่กอด แต่ไม่พูดอะไร กอดไว้ พอร้องไห้เสร็จค่อยถามว่าเป็นอะไร 

แปลว่ามนุษย์เรามันมีหลายมิติจริงๆ บางคนรวยมาก แต่อาจบอบช้ำในความสัมพันธ์ ?

ใช่ๆ คนรวยยังไงก็หนีไม่พ้น ต่อให้เก่ง หรือรวย หรือแม้แต่ผู้หญิงสวยยังไงก็ยังต้องเสียใจ ไม่มีใครชนะทุกเกมอยู่แล้ว ..ไม่ว่าเจออะไรบนบาร์ ผมยึดหลักสามัญสำนึกเป็นฐาน อะไรควรทำ ไม่ควรทำ เราเคารพสิทธิคน โดยรวมก็สนุกดีครับ ได้แง่คิด ได้เห็นความหลากหลาย ผมไม่ใช่สายปรัชญา อ่านหนังสือมาไม่เยอะ แต่ได้มุมมองใหม่ๆ ทุกวันจากการทำบาร์.

 

 

nandialogue

 

 

เรื่องและภาพ วรพจน์ พันธุ์พงศ์

You may also like...