the letter

on the road: พูดจดหมาย

สวัสดีครับพี่หนึ่ง

จดหมายฉบับต่อมาใช้เวลาไม่นานนัก ผมนั่งอยู่ริมหาดฝั่งตะวันตกของเกาะฮอกไกโด พยายามจัดการกองไฟสำหรับค่ำคืนสุดท้ายที่เราจะได้กางเต็นท์นอน หนุ่มสาวญี่ปุ่นกลุ่มใหญ่เดินผ่านและกางเต็นท์ห่างออกไปร่วมสองร้อยเมตรและมีเสียงโหวกเหวกตามประสาของวัยรุ่น ลูกชายเพิ่งวิ่งกลับมาจากการไปออนเซ็นกับแม่ ส่วนผมนั้นพลาดโอกาสอาบน้ำร้อนตามเคย กองไฟที่ไหนก็สวย แต่กองไฟท่ามกลางความหนาวนั้นวิเศษกว่า เหมือนกับว่าไออุ่นจากกองไฟนั้นทำให้เปลวสวยเพลินตากว่าในที่ที่มันเปลี่ยนลานกางเต็นท์เป็นห้องเซาน่า

กางเต็นท์นอนมาร่วมสัปดาห์เริ่มรู้สึกเหงาเพราะที่นี่ไม่มีคนคุยภาษาเดียวกับเรา คนญี่ปุ่นอยู่ในโลกที่อุดมสมบูรณ์ในความรู้ไม่จำเป็นต้องแสวงหาทักษะในภาษาอื่น ทักษะในการสื่อสารภาษาอื่นนอกจากภาษาแม่นั้นต่ำมาก นอกจากนี้พวกเขายังเคารพในเรื่องความเป็นส่วนตัวและอาจมีนิสัยขี้อายกว่าคนไทย เวลาเดินผ่านเต็นท์พวกเราอย่างมากพวกเขาก็แค่ค้อมศีรษะแทนการทักทาย หรือบ่อยครั้งแค่เดินผ่านไปเฉยๆ

ที่นี่ แทบไม่มีเสียงอะไรหลังสองทุ่ม พวกเราปรับตัวด้วยการลดระดับความดังของเสียงในการพูดคุย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวข้าพเจ้าต้องสะกดอารมณ์ไม่ให้ระเบิดเสียงหัวเราะอย่างที่เคยทำตอนอยู่เมืองไทย 555 อย่าว่าแต่เสียงหัวเราะเลย แค่เสียงรูดซิปเต็นท์ยังอาจจะดังเกินไปด้วยซ้ำในยามค่ำคืน ผมจำได้ว่าตัวเองกระมิดกระเมี้ยนรูปซิปให้เบาที่สุดเพื่อพาตัวเองออกไปฉี่ เสียงดังเพียงอย่างเดียวในลานกางเต็นท์ที่ผมประสบก็คือเสียงกรน อันนี้ยืนยันได้ว่าคนญี่ปุ่นกรนดังไม่แพ้คนชาติใด 555

หลังจากมั่นใจได้ว่าคืนนี้เราจะมีกองฟืนให้ความอบอุ่น ผมเกิดความโลภอยากกำจัดขยะถุงใหญ่ที่กระเตงมาจากแคมป์ไซต์ในคืนก่อนๆ ส่วนมากเป็นพลาสติกหีบห่อของกระจุกกระจิกที่เราแวะซื้อกินระหว่างทาง ผมมองซ้ายมองขวาแล้วค่อยๆ แอบหย่อนเศษพลาสติกไปเผาในกองฟืนทีละชิ้นสองชิ้น ผ่านไปร่วมสองชั่วโมงขยะถุงใหญ่ก็กลายเป็นขี้เถ้า รู้ว่าไม่ถูกต้อง แต่บางทีผมก็มีอารมณ์อยากทำตัวเกเรบ้าง บางคืนพอกรึ่มๆ ได้ที่ก็แอบฉี่ลงลานหญ้าใกล้ๆ เต้นท์ แทนที่จะเดินไปเข้าห้องน้ำ หวังว่า ตม.ของประเทศญี่ปุ่นจะไม่ได้อ่านจดหมายฉบับนี้แล้วขึ้นแบล็คลิสต์ เพราะถ้าเป็นไปได้ปีหน้าผมยังอยากไปเยือนประเทศนี้อีกครั้ง

เมื่อไปอยู่ในที่ที่ความเงียบเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ทำให้ผมตระหนักว่าความเงียบก็เป็นความจำเป็นอย่างหนึ่งของชีวิต มันคือพื้นที่ว่างที่นำพามาซึ่งความสงบทางใจ และห้วงเวลาที่ความคิดฟุ้งซ่านทั้งหลายได้ตกตะกอนก่อเกิดเป็นหลักคิดที่หนักแน่นและมีความหมายกับชีวิต จำได้ว่าสมัยวัยรุ่นเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับวิถีของญี่ปุ่นที่ว่าด้วยความว่างมาอยู่บ้าง ห่างมาร่วมยี่สิบปีเมื่อได้มาเจอความว่างจริงๆ ที่ไม่ใช่แค่ทางทฤษฎี ก็คิดว่าตัวเองเข้าใจอะไรๆ ขึ้นมาอีกนิดนึง

ผมคิดว่านี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เราควรเดินทาง เดินทางเพื่อให้ไปประสบพบสิ่งที่เคยถูกเขียนถึงในหนังสือ จะมีประโยชน์อะไรเล่าที่เรารู้ แต่ไม่รู้จักสิ่งนั้นจริงๆ

พี่หนึ่งเองก็น่าจะชอบแง่มุมนี้ของวัฒนธรรมญี่ปุ่น ปัญหาเรื่องขึ้นรถบัสกลางคืนแล้วได้ยินเสียงคนคุยโทรศัพท์ตลอดทางนั้นไม่น่าจะมีอยู่ที่นี่ นอกจากเสียงคนแล้วผมยังแทบไม่ได้ยินเสียงริงโทนจากโทรศัพท์ ผมจึงเปิดโหมดสั่นตลอดการเดินทาง บางทีเมื่อต้องการคุยโทรศัพท์ยังต้องรอจังหวะให้ตัวเองอยู่ในจุดที่ไม่รบกวนคนอื่น หรือบางทีก็เปิดประตูเข้าไปนั่งคุยในรถซะเลย

อยู่ที่นี่แล้วรู้สึกทักษะทางภาษาแม่งโคตรสำคัญ ผมเดาเอาว่าทริปยุโรปครั้งล่าสุดของพี่หนึ่งน่าจะเพลิดเพลินกว่าทริปก่อนๆ จากทักษะภาษาฝรั่งเศสที่พี่หนึ่งเคี่ยวเข็นตัวเองขึ้นมา ในทริปนี้ผมเองหงุดหงิดที่ไม่สามารถสื่อสารพูดคุยกับคนญี่ปุ่นได้ ในบางคราผมสบตากับใครบางคนก็รู้กันว่ามีเรื่องอยากจะคุยแลกเปลี่ยน แต่พอพูดคนละภาษามันก็เหลือแค่ความรู้สึกดีแบบผิวเผิน เนื้อหามีแค่เพียงมาจากไหนและจะไปที่ไหนต่อ ผิดกับตอนผมอยู่เมืองไทยที่อาจมีบทสนทนากับคนแปลกหน้าได้เป็นชั่วโมงๆ ในเรื่องที่เราสนใจ

ประเทศญี่ปุ่นสอนให้ผมเจียมตัว ใช้ภาษาอังกฤษได้ไม่ใช่ว่าจะอยู่ที่ไหนของโลกก็ได้ ถ้าไม่นับเรื่องป้ายจราจรและเมนูแล้ว ภาษาอังกฤษไร้ประโยชน์พอๆ กับภาษาไทย หลินปรารภกับผมว่าจะหัดเรียนภาษาญี่ปุ่นอย่างจริงจัง เผื่อปีหน้าเราได้ไปเยือนอีกครั้ง อะไรๆ ก็น่าจะเข้าเป้าและอิ่มอกอิ่มใจขึ้นจากการสื่อสาร

ผมเขียนจดหมายฉบับนี้และฉบับก่อนหน้าด้วยการพูดใส่โทรศัพท์ ทางหนึ่งนั้นสะดวก และอีกทางหนึ่งมันคือการลดข้อจำกัดหรือทำลายความน่าเชื่อถือของข้ออ้างที่จะไม่เขียน ไม่แน่ใจว่าพี่สัมผัสได้ถึงความแตกต่างหรือไม่ แต่สำหรับผมมันให้ความรู้สึกที่ต่างออกไปจากการพิมพ์ในคอมพิวเตอร์ นี่ถือเป็นเครื่องมือใหม่ที่ผมจะลองฝึกใช้ มันย่นเวลาและให้ความสะดวก แต่อาจต้องฝึกสมองในการเรียบเรียงเรื่องราวต่างๆ ให้เป็นลำดับมากขึ้น 

ผมพูดจดหมายฉบับนี้จบบนระเบียงบ้านที่กรุงเทพฯ แต่คิดว่าอาจจะเขียนอะไรที่ตัวเองประสบพบในฮอกไกโดอีกสักฉบับสองฉบับ สามวันสุดท้ายในซัปโปโรเมืองหลวงก็มีเรื่องที่อยากจะเล่าให้ฟังอยู่เหมือนกัน

ด้วยรักและความระลึกถึง

จ๊อก

 

nandialogue

 

 

ตอบ จ๊อก 

ได้รับจดหมายคุณสามสี่วันแล้ว ขออภัยที่ตอบล่าช้า

เหตุผล (เรียกข้ออ้างก็ได้) เพราะกำลังซ่อมแซมต่อเติมบ้าน–ที่คุณและครอบครัวเคยมาเยือนเมื่อนมนาน (แคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นลิ้นจี่ที่เรานั่งด้วยกันพังไปแล้ว) โดยทั่วไปไม่มีใครเขาทำบ้านหน้าฝนกันหรอก แต่เราทำ เพราะเห็นว่าเล็กน้อย ใช้เวลาสามสี่วันน่าจะจบ และคิวช่างก่อสร้างที่รู้จักว่างช่วงนี้ หมดฝนเขามีโปรเจ็กต์หลากหลายรออยู่ แบ่งแย่งเวลามายาก แต่ก็นั่นแหละ เรื่องที่คิดว่าง่ายๆ พอเริ่มลงมือไปวันเดียว ไฟดับ วันที่สอง ต่อไฟเพื่อนบ้านมาใช้ หมดวัน ไฟดับอีก มันดูแปลกๆ จะดับอะไรนักหนา เช็กแล้วได้ความว่าบ้านอื่นร่วมชุมชน–ไกลๆ ในซอยเดียวกัน ไม่มีปัญหา เลยกลับมาสำรวจบ้านตัวเองอย่างละเอียดอีกที พบว่าสายไฟไหม้ ฟิวส์ขาด นายตำรวจเพื่อนแก้วสารพัดนึกวิเคราะห์ว่าสล่าที่มาทำงานใช้ไฟเกิน (ใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายตัวพร้อมกัน) แรงไฟที่มีไม่พอ เลยช็อต ไหม้ ต้องโละของเก่าทิ้ง เดินสายไฟใหม่ แถมการไฟฟ้าฯ ก็มาดึงสายไฟที่หม้อแปลงปากซอยออก เขาคงพบว่ามีเหตุไม่ปกติ เพื่อป้องกันไฟไหม้หรือเกิดเรื่องใหญ่กว่านี้ การเลือกตัดไฟแต่ต้นลมก็นับว่าสมควร

ทั้งฝน ทั้งไฟ งานที่ควรจะง่ายจะเร็วก็เลยล่าช้า ที่มานั่งเขียนจดหมายตอบคุณอยู่นี่ก็ยังไม่จบ ระบบไฟโอเคแล้ว แสงแดดดี แต่ช่างบอกจะมาได้อีกที วันอังคาร ก็ลุ้นต่อไปว่า ‘แปดโมงเช้า วันอังคาร’ จริงมั้ย และฟ้าฝนท่านจะเป็นใจหรือเปล่า

ถ้านับจากวันออกจากกรุงเทพฯ มาน่าน เราเริ่มทำบ้านธันวาคม 2016 (ขนาด 2.5×3 เมตร) แยกครัวเล็กๆ ไว้นอกบ้าน (ห้องน้ำมีแล้วเพราะทำเป็นอย่างแรกตั้งแต่ซื้อที่ แคมปิ้งหาเหลี่ยมหามุมทดลอง ‘อยู่’ หลายหนก่อนเสาแรกจะลงดิน ) ปีถัดมาต่อระเบียง (ภายหลังปรับเป็นห้อง ติดมุ้งลวดโดยช่างผู้ชำนาญงานจากโคราช) ถึงวันนี้ก็สิบปีพอดี บอกตัวเองว่าถ้ายังไม่มีไอเดียย้ายหนีน้ำท่วมและฝุ่นควันไปไหน การปรับปรุงต่อเติมก็จำเป็นน่ะ ทำเร็วก็จบเร็ว เพื่อนฝูงมาจะได้ไม่ต้องกางเต็นท์เช่นแต่ก่อน นโยบาย ‘นกน้อยทำรังแต่พอตัว’ โปร่งเบาและประหยัดเงิน แต่ก็วุ่นวายเหมือนกัน เวลาต้องรับแขก ด้วยที่นั่งที่นอนมันจำกัด อยู่คนเดียวมองไม่เห็นหรอก เพื่อนมาถึงรู้ว่าหน้าที่และพื้นที่ของบ้านไม่ได้มีความหมายลำพังเพียงส่วนตัว คล้ายๆ ชีวิตคนเราที่มีมุมปัจเจก โลกเฉพาะ และมิติในทางส่วนรวม สาธารณะ ไม่งั้นมันก็จะกลายเป็นความเห็นแก่ตัว เรื่องทำนองนี้เราเฝ้ามองและเรียนรู้จากคุณมานาน ทั้งวาจาและการกระทำในยามอยู่กับมิตรสหาย คนใกล้ตัว และความพยายามขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหนังสือ

เรื่องกองไฟ (ฮอกไกโด) เมื่อก่อนมันคือฐานที่มั่น กระทั่งโบสถ์วิหารของเราก็ว่าได้ เพราะทำอาหารก็ใช้เตาฟืน ไล่ยุง ไล่แมลง หรือหนาวลมห่มตัวเองก็มีแต่กองไฟนั่นแหละเป็นเพื่อนนั่งคิดอะไรเล่นก่อนนอน แต่ตอนนี้ ยิ่งหน้าฝนแบบนี้ (อ้าว นั่นไง ฝนตกอีกละ) กองไฟแทบจะหายไปจากชีวิต ถ้าทำบ้านเสร็จรอบนี้หวังว่ากิจกรรมเก่าๆ คงกลับมา พอดีแหละ ย่างเข้าปลายฝนต้นหนาว ฤดูกาลที่หายใจสบายที่สุดของเมืองเล็กๆ บนภูเขาที่ซึ่งปีสองปีมานี้เผชิญภัยพิบัติหนักเหลือเกิน

กองไฟมีสองแบบ คือความเงียบและห้วงยามสังสรรค์บันเทิง (คล้ายวงเหล้า) ประสาคนชอบเล่นกับไฟ เราชอบทั้งคู่ อยู่เงียบๆ คนเดียวก็ดี รู้สึกว่าราตรีสงบสงัดได้ยินเสียงตัวเองชัด คราบไคลฝุ่นตะกอนไหนค้างคาก็ปัดกวาดทำความสะอาดชำระล้าง แต่แน่นอนว่ากองไฟแกล้มดนตรี มีเรื่องเล่ามาหยิกหยอกหัวเราะหัวใคร่กันบ้าง ทำไมจะไม่ดี กล่าวโดยสรุปแล้วกองไฟจึงไม่ต่างจากโอเอซิส เป็นแหล่งอาหารละเมียดละไมที่หล่อเลี้ยงบำรุงทั้งในทางร่างกายและจิตใจ

ความเงียบในคัลเจอร์ญี่ปุ่น ฟังคุณพูดก็พอเห็นภาพ จะหยิบจับอะไร (หรือหายใจเข้าหายใจออก–มากไปมั้ย) ต้องระมัดระวังไม่ให้เสียงดังรบกวนคนอื่น น่าเห็นใจที่สุดก็ตอนคุณหัวเราะนั่นแหละ คงอึดอัดน่าดู คนเคยหัวเราะเหมือนตะโกน แล้วต้องปรับโหมดกระมิดกระเมี้ยน มันทรมาน ขณะที่ความเงียบของน่านปลดปล่อย เป็นตัวของตัวเองได้ เพราะไม่มีใครเลย บ้านแต่ละหลังห่างไกล วันไหนอยากจะร็อกแอนด์โรลก็เอา กดโวลุ่มให้แข้งขาขยับ อยู่กับความเงียบนานๆ บางทีก็อยากโอบรับความอึกทึกไว้ประดับประดาอารมณ์บ้าง แทรกสลับ มืด สว่าง ไม่งั้นมันซึมเซาเกินไป แต่เอาจริงๆ นะ สวนไผ่รำเพย-บ้านป่าที่ว่าเงียบก็บางวันน่ะ อีกบางวัน โอ้โฮ หลับนอนไม่ได้ มหรสพมวลแมลงรวมพลกรี๊ดดดดลั่นสนั่นดอยจนแทบต้องจุดธูปเทียนไหว้วอน เพลาๆ กันบ้างได้แล้วมั้ย เกรงใจมนุษยชาติบ้าง (ทีเล่นร็อกไม่ยักคิดถึงหัวอกน้อยๆ ของมดแมลง) ก็ตามนั้นครับท่านผู้ชม วิถีคนป่าและสิงสาราสัตว์ (อึ่ง กบ เขียด หรือสัตว์สกุลเบส เสียงทุ้มไม่มีปัญหา แต่มันมีพวกแหลมทะลุทะลวง อันนั้น ‘ไม่เคย เธอคงไม่รู้ ก็ขอให้ดูตัวอย่างจากฉัน’ )

ยินดีที่คุณหมอหลินไปฮอกไกโดแล้วนึกสนุก สนใจอยากเรียนภาษา ไม่ว่าอายุเท่าไร อาชีพอะไร สำหรับเรา การเรียนภาษาคือสารตั้งต้นสู่ถนนซูเปอร์ไฮเวย์ เป็นท้องทะเลและโค้งขอบฟ้าใหม่ที่รอคอยการค้นพบ ภาษาไหนก็ช่าง ถ้ารักจะเรียน มันน่าจะเป็นทางเลือกเดียวที่ไม่มีตำหนิ ไร้จุดอ่อน มองหาข้อเสียไม่เจอ คือเราคงเห็นร่วมกันได้โดยง่ายว่าบนแผนที่โลก ภาษาไทยมันเล็กมาก การกักขังตัวเองอยู่แค่ ก ข ค ง จึงตีความเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากความรักภักดีโดยดักดาน ฉะนั้น อยากรู้อยากลอง เอาเลยๆ เชียร์สสสมากๆ

ชอบที่คุณบอกว่า–เดินทางเพื่อไปประสบพบเจอสิ่งที่เคยถูกเขียนไว้ในหนังสือ หมายถึงลงแรงให้มันรู้จริงๆ ไม่ใช่ท่องจำเพียงทฤษฎี ชอบและรู้สึกละอายใจ ต่อไปคนชอบแคมปิ้งอยู่บ้านคงต้องเร่งหาหม้อสนาม ถุงนอน เร่ร่อนออกไปชมโลกกว้าง อืออ พูดแล้วก็คิดถึง เร แมคโดนัลด์ (ตอนอยู่ GM เราเคยสัมภาษณ์เขาครั้งหนึ่ง) เคยดู ‘ฝัน บ้า คาราโอเกะ’ และ O-Negative (รัก-ออกแบบไม่ได้) ตั้งแต่ตอนฉายในโรง เมื่อเขาจากไป กลับไปดู O-Negative อีกรอบ ไม่ชอบหนังเลย แค่อยากดูเร ..โคตรเพลิน เลยเถิดตามด้วย ‘สะบายดี 2 ไม่มีคำตอบจากปากเซ’ หนังแย่พอกัน แต่แฮปปี้สัสๆ ไม่อยากให้จบเลย คุยกับเฟย์ (อีปูในหนัง ฝัน บ้าฯ) ว่าคนอะไรวะ แม่งเกิดมาเพื่อเป็นที่รักจริงๆ ทั้งในจอ นอกจอ เป็นคนที่น่าอยู่ด้วยฉิบหาย มีพลัง มีความคิดเห็น มีเสน่ห์ ถ้าคุณมีเรื่องร้ายๆ ลบๆ ของลูกพี่เขา ช่วยบอกเราหน่อย พยายามคิดหาอย่างถี่ถ้วนร้อยกว่ารอบแล้ว ไม่เจอว่ะ

ปิดท้ายจดหมายฉบับนี้ (ยัง old school ‘เขียน’อยู่ พูดใส่โทรศัพท์ไม่เป็น) ด้วยประเด็นคอนเสิร์ตทอล์กออฟเดอะทาวน์ ‘อยากจะย้ำชัดๆ ครั้งสุดท้าย’ ส่วนจะทอล์กเรื่องเวทีห่วยในรอบแรกหรือเรื่องไหนก็ว่ากันไปตามรสนิยม ในฐานะแฟนเก่า เราชอบ ‘ก็เคยสัญญา’ แต่ไม่ชอบเลย ไม่ชอบจริงๆ กับ ‘เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน..’ ถามว่าความรังเกียจนั้นมีน้ำหนักถึงขั้นบอยคอตสองพี่น้องจากจังหวัดเลยไปเลยหรือเปล่า เราตอบว่าไม่ เพราะพื้นเพ อัสนี-วสันต์ เขาก็นักร้องนักดนตรีอาชีพน่ะ เป็นป็อป-ร็อกสตาร์ ‘บันเทิง’ ซึ่งทำงานได้ยอดเยี่ยมต่อเนื่องหลายทศวรรษ เป็นมาสเตอร์หรือเจ้าสำนักวิชากีตาร์และสกุลเพลงจิ๊กโก๋อกหัก เอาว่าแค่ขึ้นอินโทรเมื่อไร วัยรุ่นแปดศูนย์ก็ตายสถานเดียว พวกเขาไม่ใช่คนเพลงในลักษณะผู้นำทางความคิด แม้งานหลายชิ้นจะมีแง่มุมชั้นเชิงปรัชญา (ส่วนใหญ่เขียนโดย เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ เช่น ขลุ่ยผิว, สายล่อฟ้า, วีณาแกว่งไกว, บ้าหอบฟาง, สมชายกล้าหาญ) ต่อให้ไม่ชอบเพลงรับใช้รัฐประหาร ไม่น่าเลย ทำไปได้ยังไง หลายคนก็อนุโลม ยกประโยชน์ให้จำเลย ไม่ได้ ‘อยากจะลืม’ แต่ถือว่า ‘ยินยอม’ และ ‘ได้อย่างเสียอย่าง’ มันต่างจากที่ใครบางคนพูดถึง ‘อรุณกาล’ ภาพยนตร์ที่มี สุรชัย จันทิมาธร เป็นนักแสดง ทัศนะที่ระบุว่า ‘อยากดู แต่ทำใจรับ หงา ไม่ได้’ เราว่าน่าสนใจ

เอางี้ เรารู้จักผู้กำกับนะ เคยเตะบอลกับเขาหลายครั้ง (โคตรเก่ง) ชมชอบฝีไม้ลายมือทั้งในสนามบอลและศิลปะแขนงที่เจ็ด แต่เห็นหน้าสุรชัยในงานล่าสุด ยอมรับว่าเซ็งเหมือนกัน เพราะตัวตนความคิดของเขาราวยี่สิบปีที่ผ่านมาขัดแย้งสวนทางกับเพลงประท้วงที่เขาเขียนเขาร้อง (ปฏิวัติโค่นล้มสังคมแบบเก่า.., เราทำงาน เราทำกิน แผ่นดินไม่มีเจ้า เรามีเหตุมีผล ต่างคนเทียมเท่า) อีกหลายชิ้นที่โด่งดังโดดเด่นเป็นผลงานของ จิตร ภูมิศักดิ์ เช่น เปิบข้าว, แสงดาวแห่งศรัทธา และบางชิ้นโบว์แดงอย่าง ‘จากลานโพธิ์ถึงภูพาน’ เป็นงานของ วัฒน์ วรรลยางกูร ..คือมันเหมือนเทศนาในสิ่งที่ตัวเองไม่เชื่อ หรือถ่มน้ำลายรดฟ้า

ไม่มีใครเรียกร้องหรอกว่าความเร่าร้อนในอุดมการณ์วัยหนุ่มกับความผ่อนปรนยามแก่ชราต้องเหมือนกัน เพียงแต่มันก็ไม่ควรถึงกับจดจำรอยเท้าของตัวเองไม่ได้

ผู้กำกับอาจมองข้าม ไม่มีข้อมูลครบถ้วน หรือไม่ถือสา เราไม่รู้ เขาอาจจะคิดว่าหนังก็คือหนังน่ะ คุณจะเอาอะไรกับนักแสดงคนหนึ่งซึ่งมีประวัติมายาวนาน และก็ธรรมดาโลก ทุกชีวิตมีผิดมีถูก มีคนรักคนชัง ถ้าไปไล่ดูทุกเรื่อง ตรวจทานทุกสมรภูมิศีลธรรม คงไม่ต้องทำอะไรกันพอดี ไปบวชเถอะ ฯลฯ นักแสดงแปลตามตัวว่านักแสดง จบมั้ย ถ้าเล่นตามบทได้ดีก็ควรค่าคารวะ และใช่หรือไม่ว่า ถ้าเชื่อมือเชื่อมั่นในตัวผู้กำกับ นักแสดงคนเดียว เรื่องเล็กน่า..

ทัวริสต์ฮอกไกโดคิดเห็นยังไง เขียน (หรือพูดก็ได้) มาคุยกัน.


เกี่ยวกับผู้เขียน : จ๊อก (ชัยพร อินทุวิศาลกุล) เป็นคนทำโรงพิมพ์ที่สนใจศิลปะ วรรณกรรม และสังคมการเมือง เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเทศกาลหนังสือเล็กๆ หลายครั้ง ใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯ มานานปี วันนี้ตัดสินใจย้ายไปเป็นชาวเกาะพะงัน ทุกสัปดาห์เขาเขียนจดหมายมาคุยกับ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ บรรณาธิการ nan dialogue

You may also like...