ภาพ พอเคยเห็น ยิ่งในเดือนฤดูเก็บเกี่ยวเช่นนี้
รส เคยชิมมาบ้าง แบบพวกมือใหม่ ใครส่งให้ลอง ก็จิ้มๆ แตะๆ พอเป็นพิธี
แต่ถามว่ามันอยู่ที่ไหน เสาะหามาได้ยังไง อะไรคือความยากง่าย เรื่องนี้ความรู้ในหัวยังว่างเปล่า ไม่เคยมีประสบการณ์ วันหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านไปทางเมืองจัง พบเห็นชาวบ้านกำลังเก็บ ‘ไก’ ที่ตากไว้บนราวกลางทุ่งนา ก็เลยแวะถ่ายรูป พูดคุย ขอความรู้
คนกำลังเร่งทำงานวุ่นๆ และอีกไม่มากนาทีก็จะไปรับลูกชายที่สนามบิน พวกเขาโอภาปราศรัยด้วยไมตรี
เย็นรุ่งขึ้นอีกวันผมแวะไปอีก ไกตากอยู่เต็มราว แต่ไม่เจอคน นั่งรอในชั่วระยะกินข้าวโพดหมดสองฝัก สามีภรรยาก็มาเก็บไกที่ผึ่งแดดไว้ลงใส่ถุง เก็บเสร็จ เอาไกสดคลี่กาง แขวนตาก เรียกว่าจากห้าหกโมงเย็น วันไหนได้มาเยอะ งานก็จะไปจบที่ราวๆ สี่ห้าทุ่ม
รุ่งเช้า ก็จับเรือ ขับรถไถ ออกหาไกอีกครั้ง วันต่อวัน จำไม่ได้แล้วว่าออกปากขอ หรือถูกโยนข้อเสนอให้ เช้าวันถัดมา ผมกับแดนซ์ก็นั่งอยู่บนเรือล่าไก

มันเป็นเรือไฟเบอร์มือสองหรือสาม พิเชษฐ ขัติยะ ไม่มีข้อมูลแน่ชัด วัดด้วยตาว่าน่าจะยาวห้าเมตร ซื้อต่อจากญาติที่พิษณุโลกมาในราคา 13,000 บาท ใส่เครื่องยนต์ขนาดหนึ่งสูบเข้าไป ก็เป็นอันว่าพอใช้ทำมาหากิน วัยหนุ่มกว่านี้ เขาเคยมีเรือเหล็ก ติดเครื่องยนต์สี่สูบ วิ่งขนส่งบรรทุกข้าวโพด แต่ปล่อยขายไปนาน ถนนและสะพานเข้าถึงครอบคลุมชุมชนห่างไกล เรือใหญ่น้อยค่อยๆ ลดบทบาท เช่นเดียวกับความซบเซาของตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
เรือลำนี้มีไว้ขึ้นล่องหาปลา
“นั่งบนเรือ วางตาข่าย ไม่ต้องลงน้ำ” น้ำเสียงเขาบ่งบอกความพึงพอใจ
“หาขาย ?”
“กิน.. เหลือก็ให้เมียเดินขาย วันไหนฟลุกๆ ก็พอได้ค่าน้ำค่าไฟสี่ห้าร้อย”
ปลากด ปลาคัง ปลาแกง ปลาตะเพียน ปลานิล ยังพอหากินได้ ไม่ลำบาก
“หาเองแบบนี้ ทำใจได้มั้ย ถ้าต้องซื้อกิน”
“หาไม่ทันก็ซื้อ ซื้อบ่อย” ปลานิลเผาตัวละร้อยกลางๆ นั้นเขาไม่คิดนานที่จะปล่อยให้เม็ดเงินได้หมุนเวียน
“เดือนไหนหาปลาง่าย ใช่ช่วงฝนมาใหม่ๆ หรือเปล่า”
เขาบอกก็มีส่วน แต่โดยรวมถือว่าไม่ได้แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ อยู่ที่ขยันกี่มากน้อย อย่างที่บอก บทบาทหลักของเรือคือออกหาปลา แต่พอถึงกลางเดือนธันวาคม ภารกิจเรือลำนี้อยู่ที่ขนส่งลำเลียงไก สาหร่ายน้ำจืด unique ของจังหวัดน่าน

ข้อมูลเก่า ไก พบมากที่อำเภอท่าวังผา ถึงขั้นมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปอยู่ที่หมู่บ้านหนองบัว ปัจจุบันกลุ่มนี้ยังมีบทบาทสูง (เจ้าของสินค้าสาหร่ายไกแผ่นตราสายใยบัว) กับอีกเจ้าคือตรา ‘ศิริพร’ ที่มีการผลิตและจัดจำหน่ายเริ่มตั้งไข่เดินทางไกลไปถึงยุโรปและอเมริกา ด้วยรสชาติและคุณค่าทางอาหารสูงใกล้เคียงโปรตีนจากเนื้อสัตว์ มีกากหรือเส้นใยมากกว่าสาหร่ายทะเล อบแห้ง เก็บกินได้นาน
ข้อมูลใหม่ ตำบลเมืองจังในเขตอำเภอภูเพียงคือทำเลทอง ปีนี้มีชาวบ้านออกหาเก็บไกขายราว 50 คน จากเดิมที่แทบไม่มีคนสนใจ แน่นอนว่าคู่สามีภรรยา ‘พิเชษฐ–อรชร’ คือหนึ่งในผู้เล่นหลัก มีเรือ มีรถไถ และเอาจริงเอาจังถึงขั้นละวางการงานอย่างอื่นมาลุยหามรุ่งหามค่ำ
“มีเรือมันก็ดี บางจุดยืนบนฝั่งเรามองไม่เห็น แล้วมันไปได้ไกลกว่าคนอื่นที่ส่วนใหญ่เขาก็หากันแถวๆ บ้าน บางคนกลัวน้ำเชี่ยว น้ำลึก เราไม่กลัวเพราะใช้เรือมาเป็นสิบๆ ปี แล้วก็อยู่กับแม่น้ำมาทั้งชีวิต”
พิเชษฐบอกว่าน้ำน้อยต่างหากที่มีปัญหา บังคับควบคุมเรือลำบาก โดยเฉพาะจุดที่มีเกาะแก่งหินผา น้ำเชี่ยวไม่น่าห่วง โดยธรรมชาติของไกก็ชอบน้ำไหล อากาศหนาวเย็น สำคัญที่สุดคือน้ำต้องสะอาด ไม่สะอาดก็ไม่มีไก
“แรกๆ ก็ไม่รู้เรื่อง ทำตามเขา”
“เริ่มจากหากิน ?” ผมถาม
“กินไม่เป็น, หาขาย”
ราคาช่วงเปิดฤดู ธันวาคมที่ผ่านมา ไกตากแห้งกิโลกรัมละ 120 บาท
ตอนนี้ลดลงเหลือ 100 บาท
“ถ้าลดลงกว่านี้ก็ไม่ทำแล้ว ไม่ไหว เรามาไกลด้วย ไหนจะค่าน้ำมัน..”
ได้ยินเรื่องน้ำมัน เสียงประยุทธ์ จันทร์โอชา กระแทกเข้ามาเต็มหู–ทำไมๆ น้ำมันแพง มีใครเดือดร้อน..
ได้ยินเรื่องราคาน้ำมัน เห็น ปตท. แถลงผลกำไรรายไตรมาสแล้วก็..
อยู่ประเทศนี้บางทีคำด่าก็จำต้องอดทนอดกลั้นไว้ หัดมองโลกสวยๆ มุมดีๆ แม้ว่ามันมีน้อย
ข้อดีของตลาดการค้าไกคือทุก 4-7 วัน ผู้ซื้อจะมารับสินค้าถึงบ้าน จ่ายเงินสด หากมีออร์เดอร์ใหม่ๆ ก็จะแจ้ง ปีนี้นับว่าดีกว่าปีก่อนหลายเท่าตัว ครอบครัวขัติยะทำเงินจากไกได้แปดหมื่นบาท ได้เพราะว่ามีออร์เดอร์ไกสดมาเสริม แต่ก็ช่วงสั้นๆ และนั่นหมายความว่าต้องออกหาทุกวัน
วันหยุดแปลว่าอะไร ไม่รู้จัก

เหมือนเมื่อวาน, แต่สายกว่าเล็กน้อย แสงแดดตอนแปดโมงครึ่งเริ่มทำงาน
ปกติสักเจ็ดโมง พิเชษฐก็ต้องไสเรือออกจากท่า วันนี้เขามุ่งหน้าล่องไหลตามแม่น้ำไปทางวังกาบรางธรรมสถาน สองฝั่งน้ำเขียวใบไผ่ ฝูงนกสีขาวบินเพยิบพยาบ พวกมันกลายเป็นเป้าสายตามากยิ่งขึ้น เมื่อเคลื่อนทัพผ่านต้นงิ้วที่กำลังผลิดอกแดง
สิ่งปลูกสร้างใหม่ๆ ขนาดใหญ่ๆ ผุดขึ้นสลับความรกทึบของดงหญ้าป่าไผ่ จากถนน ผู้คนอาจมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ แต่มุมมองจากคนบนเรือ เราพอจินตนาการได้ว่าอีกห้าปีสิบปีข้างหน้า เมืองน่านขยายเติบใหญ่อีกเยอะ นี่ขนาดโควิดมาเบรกตัวโก่ง
เบรกไม่ได้หรอก ฉุดยังไงก็หยุดไม่อยู่
“ของพวกนายทุน” มือกำคันโยกบังคับเรือ ตามองอาคารที่ค่อยเป็นรูปเป็นร่าง เขาบอกเล่าว่าเมืองจังกำลังจะมีโรงแรมรีสอร์ตหลายแห่ง มีสระว่ายน้ำ สนามกอล์ฟ ฯลฯ
ชาวบ้านหลายคนย้ายหน้าที่การงาน ขยับสู่ธุรกิจท่องเที่ยว บริการ บันเทิง พิเชษฐยืนอยู่ในโลกเกษตรกรรมใบเดิม คือเป็นชาวไร่ชาวนา พ้นหน้านาก็หาไก ไข่มดแดง แมงมัน ร่วมด้วยช่วยกันสองสามีภรรยา
“ผมไม่ใช่นักลงทุน ผมเน้นลงแรง”
จริงๆ หยาดเหงื่อแรงกายย่อมหมายถึงต้นทุนที่เขาละไว้ และปลอบใจตัวเองว่าเหนื่อยแค่ไหน ค่ำลง นอน ตื่นเช้ามาก็หาย กินข้าวและใช้แรงงานกันต่อ จะหนักจะเหนื่อยยังไง อย่างน้อยที่สุดเมื่อเข้าสู่ฤดูกาล ไกมันงอกเอง ไม่ได้ปลูก เรื่องปุ๋ย เรื่องยา ไม่ต้องยุ่งเหมือนพืชพรรณกสิกรรมอื่นๆ
หลักการมีข้อเดียวคือ ใครหา ใครได้


ด้วยวัย 50 ปี, อรชรเดินลุยน้ำไปลากไก ใช้มีดตัดสาหร่ายสีเขียวนั้นให้เหลือความยาวสักเมตรเศษๆ ยกแขวนราวไม้ไผ่ รอพิเชษฐ สามีวัย 55 ปี จับสะบัดชะล้าง ทำความสะอาด
เส้นใยแต่ละมัดจะถูกสะบัดในน้ำราว 30 ครั้ง
ใช่, ระบุได้ขนาดนี้เพราะผมนั่งนับ ด้วยอยากลองคำนวณเล่นๆ ว่าชั่วโมงหนึ่ง เขาต้องเหวี่ยงแขนสลับซ้ายขวากี่ครั้ง กว่าจะได้เงินแต่ละบาท
ทำซ้ำๆ ยืนอยู่ในน้ำตั้งแต่เช้าถึงบ่ายสองบ่ายสาม ท่ามกลางแสงแดด นาทีที่อรชรถลกแขนเสื้ออวดมัดกล้ามเนื้อเป็นก้อนนั้นช่างไม่อรชรเหมือนชื่อ เห็นแล้วก็ไม่น่าแปลกใจที่กระทั่งผู้ชายวัยเดียวกันจะยอมแพ้
งานใช้แรงเป็นเรื่องของคนที่ต้องแข็งแรง
“คนเมืองอาจจะกลัวแดด ชาวบ้านอย่างเราๆ จะไปมีอะไร ดีด้วยซ้ำ แดดทำให้ไม่หนาว เช้าๆ มาถึงลงน้ำบางทีก็หนาวเหมือนกัน แต่ยืนแช่ไปนานๆ ก็ชิน ชีวิตคนครึ่งบกครึ่งน้ำ” พิเชษฐอำกิจกรรมการงานของตัวเอง
“อุปสรรคของคนหาไกคืออะไร”
“ฝน ฝนตกนอนอยู่บ้านเลย ออกมาไม่ได้ ไม่มีแดดให้ตาก ถึงหาได้ เก็บไว้หลายวันก็เน่าหมด”
โดยทั่วไป เวลาทองของไกคือจากกลางธันวาคมไปถึงสิ้นกุมภาพันธ์ก็เป็นช่วงปลอดฝน แต่นานๆ ทีก็มีหลงมาบ้าง
“ปัญหาอื่นๆ ไม่มี ?”
“คนเริ่มเยอะ แต่ส่วนใหญ่เขาหาใกล้บ้าน เน้นไกสด ขนาดสั้น ราคาดีนะ กิโลฯ ละยี่สิบ แต่ต้องก้มๆ เงยๆ อยู่อย่างนั้นทั้งวัน ไกสั้น ดึงได้ทีละนิด ปวดหลัง สู้ไม่ไหว เราไม่อยากไปแย่งกับเขาด้วย ก็หนีออกมาไกลหน่อย เป้าหมายคนละอย่าง”
“ถือเป็นมือวางอันดับหนึ่งได้มั้ย เรื่องหาไก” แดนซ์ช่วยถาม
“ก็น่าจะได้นะ เมืองจังก็มีของเราที่จริงจังกว่าคนอื่น”

ใกล้ๆ ลำน้ำน่าน จุดจอดเรือหาไก มีคอกวัวและซุ้มกองฟางขนาดย่อมอยู่บนเนินหญ้า ตอนนั้นคาวบอยชรายังไม่ปรากฏกาย ได้ยินเพียงเสียงเพลง ‘สมัครรักสมัครแฟน’ ของ ชาตรี ศรีชล ลอยมาไกลๆ
“มีความสุขดีมั้ยล่ะ” ลากไกอยู่ในน้ำ อรชรตะโกนถามคนนั่งสัมภาษณ์กลางแสงแดด
ผมนึกในใจว่าก็ไม่เลว และไม่บ่อยครั้งเลยที่จะมีฉากเช่นนี้–คนถามอยู่บนบก คนตอบยืนอยู่กลางสายน้ำ จะถามและตอบต่อเนื่องก็ไม่ได้ยิน เสียงไกกระทบผิวน้ำดังกลบหมด ต้องรอจังหวะตีเสร็จจนสะอาด ยกแขวนราวไผ่ ใช้เวลาสั้นๆ นั้นคุย และรอ สลับตามการงาน
โลกนี้มีคำว่าอู้ ขี้เกียจ งอมืองอเท้า ไม่เอาถ่าน ฯ ภาพตรงหน้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ให้เห็นเลย ทั้งคู่ทำงานตลอดเวลา ตั้งอกตั้งใจ เข้าคู่เข้าขา เหมือนนักบอลที่เล่นด้วยกันมานาน เพียงอยู่ใกล้เราชื่นชมสัมผัสได้ว่านี่เป็นรูปธรรมของความรัก
ภาพสวย มองเพลิน แต่ได้ยินเรื่องเงินก็สะดุด หงุดหงิดกับประวัติศาสตร์แห่งความล้มเหลว เจ็บปวดกับความจริงที่คนทำงานหนักได้ผลตอบแทนน้อย
“ทำอย่างเดียวมันไม่พอกิน” พิเชษฐอธิบายสัจจะ
อย่างเดียวคือทำไร่ทำนา
ถามว่าทำไมไม่พอ ?

ข้าว ของปีที่แล้วยังไม่ได้ขาย เพราะราคาแย่ ตั้งแต่เจอโควิด พืชผลการเกษตรทุกอย่างราคาดิ่งเหว
มะม่วงโชคอนันต์ ที่เคยขายได้กิโลฯ ละ 5 บาท ตอนนี้เหลือ 2 บาท
น้ำดอกไม้ จากกิโลฯ ละ 20 บาท ค่อยลดลงมา 15 ตอนนี้อยู่ที่ 8 บาท
เขียวเสวย จากที่เคยขาย 18 บาท เหลือ 7 บาท
สวนทางกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น เช่น พอลูกขนาดสักเท่าไข่ไก่ก็ต้องห่อกระดาษคาร์บอน ไม่ห่อก็โดนหนอนแมลงแย่งกิน แต่พอลงทุนป่ายปีนประคบประหงมอย่างดี ผลออกมา ราคาก็อย่างที่เห็น เวลายิ่งผ่านไป มะม่วงเป็นผลไม้ที่คาดหวังไม่ได้อีกแล้วว่าจะทำเงิน
กล้วยไข่ ยังพอมีให้ตัดขายทุกๆ 10-20 วัน ได้ไม่มาก แต่ไหลมาเรื่อยๆ เหมือนน้ำซึมบ่อทราย แต่ราคาก็ไปในทิศทางเดียวกันคือปีที่แล้วขายได้กิโลฯ ละ 20 บาท ตอนนี้เหลือ 15 บาท
ทุกการงานต้องยึดนโยบายออกแรงทำเองอย่างเคร่งครัด ว่าจ้างใครมาช่วยไม่ได้ เพราะค่าแรง 250-300 บาท/วัน นั้นเกินกำลังจ่าย อาชีพที่พิเชษฐและอรชรเรียกขานตัวเองว่า ‘ชาวไร่ชาวนา’ แจงตัวเลขรายรับจากผลผลิตออกมาแล้วก็เห็นภาพ ว่าทำไมเขาและเธอถึงบอกว่า–ทำอย่างเดียวมันไม่พอกิน
และการมุ่งมั่นออกหาไกในช่วงเวลาทองแค่สองเดือนเศษๆ จึงเป็นคำตอบที่ไม่ต้องถามต่อ

พิเชษฐเป็นคนบ้านหาดเค็ด เรียนจบชั้น ป.6
ใจจริงอยากเรียนต่อเหมือนพี่สาวทั้งสอง แต่มองหน้าพ่อแล้วเขาจำต้องละวางปรารถนา เงินน้อยในกระเป๋า ถ้าเขาไปเป็นภาระร่วมล้วงอีกคนมันก็ใจร้ายกับบุพการี
“เพื่อนรุ่นเดียวกันบางคนเป็นครูบาอาจารย์ ได้ดิบได้ดี เราก็อยู่แบบนี้”
อรชรเป็นคนบ้านจัดสรร จบ กศน. ชั้นมอปลาย แต่บอกผมว่าใส่แค่ ป.6 ก็พอ เพราะวุฒิที่เพิ่มมาก็เหมือนไม่ได้ความรู้อะไร เขาให้ไปสอบก็สอบ เขาบอกว่าผ่านก็ผ่าน
หญิงชายคู่นี้พบรักกันในงานนวดข้าวกลางทุ่งนา พูดคุยดูใจกันอยู่สองปีก่อนตกลงร่วมเรือน
มองการงานของเขาและเธอที่ต้องพึ่งพิงอยู่ด้วยกันตลอดเวลาแล้วผมถามว่า–เวลาทะเลาะกัน ทำไง
“ก็ทำอยู่แบบนี้ เหมือนเดิม” อรชรหัวเราะ
“อยู่ด้วยกัน เถียงกัน โกรธกัน มันก็ธรรมดา แต่ทะเลาะยังไง วันเดียวก็หาย เช้ามาก็เรียกเขากินข้าว เพราะเราเป็นคนทำ ทำแล้วกินคนเดียวไม่อร่อย”
ขับรถพากันไปเที่ยวดอยบ้างหรือเปล่า ไปดูดอกไม้เหมือนนักท่องเที่ยวที่ชอบมาเมืองน่าน ?
“เคยไปอำเภอนาน้อย”
“ไปขุนสถาน ไปดูนางพญาเสือโคร่ง” ผมเข้าใจแบบนั้น
อรชรบอกว่าไปหาเห็ด
“คนนี้เขาไม่มีหรอก โรแมนตกโรแมนติก”
“แถวบ้านเรามันก็สวยอยู่แล้ว ว่างๆ ไปด้วยกันมั้ยล่ะ” พิเชษฐชวน “เดี๋ยวพานั่งเรือไปดู”
ความบันเทิงผ่อนคลาย หญิงชายดื่มเหล้ายาทั้งคู่ แต่นานทีปีหน
“เราจะติดลมมากกว่าเขา” อรชรเล่า
“ไปกินที่ไหน พอค่ำๆ เขาจะเป็นฝ่ายชวนกลับ บางทีพยักหน้า เขานึกว่าจะกลับแล้ว ไปเจอกันที่รถ เราบอกว่ากลับไปก่อนเลย”

ช่วงพักเที่ยง, ใต้ร่มไม้ สามีภรรยากินข้าวเหนียวกับปลาเล็กปลาน้อยทอด
“กินด้วยกันครับ ข้าวเราเอง” เขาขยับหาเหลี่ยมหามุมหลบมดที่คงหนีแดดมาเหมือนกัน
“บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ แต่อย่าเผลอไปอยากมีรถใหม่”
ผมถามว่ากระบะคันเก่าใช้มากี่ปีแล้ว
“สามสิบ.. ขับเย็น สบาย”
เพิ่งเปลี่ยนแอร์ใหม่หรือไง ?
เขาบอกที่ขับเย็นเพราะไม่เป็นหนี้
เคยผ่านประสบการณ์นั้นมาแล้ว เครียดหนักๆ นอนไม่หลับก็เคย ตอนนี้ค่อยยังชั่ว แม้จะติด ธกส. อยู่หกหมื่นกว่า ก็พอหาทยอยผ่อนใช้อย่างไม่อัตคัตนัก เพราะลูกๆ เรียนจบหมดแล้ว
“หาไป ใช้ไป” สามีว่า “คนเรา ถ้าไม่ขี้เกียจ ยังไงก็มีกิน”
“ขยันหาเงินจะได้มีเงิน” ภรรยาเสริม “หนี้หาง่าย หาเงินใช้คืนยาก”
ตอนลูกชายมาเที่ยวบ้าน คู่สามีภรรยาหาไกอบแห้งเป็นของฝาก อยากให้ลูกลิ้มลอง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะตั้งข้อสังเกตว่าไกตากแห้งที่ทำส่งเขา ขายได้กิโลฯ ละร้อย แต่เวลาควักเงินซื้อไกแผ่นอบแห้ง ขนาดบรรจุถุงละ 50 กรัม ราคามันพุ่งขึ้นไปถึงถุงละ 35 บาท (สามถุงร้อย)
โลกมันก็เป็นเช่นนี้เสมอ

กินข้าว เก็บของเสร็จ ทำงานต่อทันที ไม่มีโอ้เอ้รออาหารย่อย
เหมือนเดิม, ภรรยาลุยน้ำไปลาก ตัด แขวน สามีจับไกที่กองบนราวมาล้าง สะบัด ตี ทำความสะอาด ยกแขวนผึ่งแดด
เราคุยกันค้างไว้ตรงอาชีพที่ไม่มีบำเหน็จบำนาญเหมือนข้าราชการ ป่วยเป็นไส้เลื่อน ไปโรงพยาบาลใช้ ’30 บาท’ แบบสามัญชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ เป็นชีวิตที่ทำงานหนักและแทบไม่มีวันหยุด
สีหน้า แววตา และหลายๆ คำพูดของทั้งคู่บ่งบอกว่าพออยู่ได้ตามมาตรฐานชาวบ้านทั่วไป ต้องต่อสู้ ดิ้นรน แต่ทนไหว สุขสบายตามอัตภาพ
“อยากได้อะไรอีกบ้างมั้ย ชีวิตนี้” ผมถาม
“เมียน้อย” พิเชษฐตอบหน้าตาย
“มีดอยู่ในมือคนข้างหลังนะ” แดนซ์พูดกลั้วเสียงหัวเราะ
“อันนี้มันไม่คม” อรชรว่า
คู่นี้เขาสอดคล้อง เท่าทัน มีอารมณ์ขันและผ่อนคลายภายใต้รูปลักษณ์เรียบ นิ่ง
“เอาแบบจริงๆ เลย”
พิเชษฐบอกก็ปกติ มีความอยากบ้าง ประสามนุษย์ปุถุชน แต่ไม่ใช่ว่าอยากแล้วต้องได้
“เงิน ใครก็อยากมี รถใหม่ๆ มันก็ดี”
อรชรว่า “อยากมีเงินเยอะๆ ถ้ามี อยากใช้หนี้ให้หมด อยากช่วยแบ่งเบาภาระให้ลูก”
“คิดว่าจะหาไกไปอีกนานเท่าไร”
“ก็ทำไป หาไป เท่าที่สังขารอำนวย ไม่ทำก็ไม่มีรายได้”
“ตอนนี้ยังมีออร์เดอร์ เราต้องเร่งหา นี่เดี๋ยวหมดกุมภาฯ ก็ไม่มีไกแล้ว มันเริ่มจะหมด” อรชรช่วยเสริม “หรือถ้าไม่มีออร์เดอร์ ต่อให้ไกเต็มแม่น้ำ เราจะทำอะไรได้ นอกจากมองตาปริบๆ ..ถึงบอกว่าช่วงนี้หาได้ ก็ทำไป เหนื่อยแค่ไหนก็ทนเอา”

ราวสักบ่ายสองโมง, แดดร้อนแรง ผมนั่งอยู่บนพาหนะส่วนต่อพ่วงจากรถไถ ทิ้งสายตาไว้ด้านหลังอรชร ผู้หญิง แม่ เมีย ชาวไร่ชาวนา คนหาไก โชเฟอร์รถไถ มนุษย์คนหนึ่งมีหลายบทบาทหน้าที่
วันนี้เลิกเร็ว เพราะหาได้เท่านี้ ปกติบ่ายสามโมง สองเท้าก็ยังยืนอยู่ในแม่น้ำ สองมือลากถือสาหร่ายน้ำจืด
สามีขนไกใส่ท้องเรือ ล่องลำน้ำน่านกลับบ้าน ภรรยาไปทางบก แดนซ์แว้นมอเตอร์ไซค์บันทึกภาพ
รถไถคันนี้แหละที่ทำให้เขาและเธอเครียดอยู่นานปี ฟังดูก็เข้าใจไม่ยาก นอกจากค่าผ่อนส่ง เปลี่ยนน้ำมันเครื่องทีเกือบหมื่นนึง ล้ออีกข้างละหมื่น เงินขาออกมันวิ่งไว ขาเข้ามันค่อยๆ คลาน ไม่ใช่มันคลานเข้ามา เรานี่แหละดิ้นรนกระเสือกกระสนคืบคลานไปหามัน
ผ่านหน้าวัด ผมนึกถึงคำของพิเชษฐ “คนรวยมาปฏิบัติธรรม”
ชีวิตคนเราแตกต่างกัน ธรรมะของบางคนต้องเดินทางไปหา ใช้เครื่องช่วยสารพัด เพราะถึงพร้อมในทุกปัจจัย มีเวลาให้จับจ่ายเหลือเฟือ อีกบางคนเลือกเอาปากท้องและลมหายใจก่อน ฝากพระธรรมไว้กับพระสงฆ์ ที่เห็นอยู่ตรงหน้า ท่ามกลางเสียงอึกทึกของรถไถและลูกล้อยักษ์ที่บดลงไปบนพื้นถนน ผมนึกอะไรไม่ออก นอกจากสิ่งที่เรียกว่าจำกัด


โลกของไกมีเวลาแค่สองเดือนเศษๆ กลางธันวาคมถึงกุมภาพันธ์
สาหร่ายไกมีแค่ในลำน้ำน่าน น้ำที่ต้องใส ต้องไหล และเรียกร้องความสะอาดสูง
เวลามีเท่านี้ ไกมีเท่านี้ ในข้อจำกัดแบบนี้ ช่วงเวลาและปริมาณไกในแม่น้ำสื่อสารสัมพันธ์โดยตรงกับมนุษย์ ไม่ว่ายืนอยู่ตรงจุดไหน ในบทบาทหน้าที่ใด ทุกคนหลีกหนีเงื่อนไขข้อจำกัดไม่พ้น แม้พื้นที่กว้างใหญ่กว่า เงินมากกว่า เวลามากกว่า
ทว่า-บนเส้นทางคนหาไก เขาและเธอทำให้เราจำต้องชัด–ว่ามันจำกัดจริงๆ.

nandialogue
เรื่อง: วรพจน์ พันธุ์พงศ์
ภาพ: อธิวัฒน์ อุต้น

